เกษตรทฤษฎีใหม่ กับ ประโยชน์ของ Internet of Things. (IoT)



แน่นอนว่าทุกวันนี้ เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในการใช้ชีวิตประจำวันของเรามากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น โทรศัพท์มือถือ สมาร์ตโฟน แท็บเล็ต ยานพาหนะ หรือแม้กระทั่งเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านของเราเอง ที่มีการพัฒนาให้ฉลาดและอำนวยความสะดวกต่อผู้ใช้มากขึ้น แนวคิด IoT ที่ย่อมาจาก Internet of Things จึงเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยให้อุปกรณ์รอบตัวของเรานั้น สามารถทำงานเชื่อมต่อและควบคุมได้อย่างอัจฉริยะ เสมือนว่าอุปกรณ์สามารถเชื่อมต่อและพูดคุยกันเอง ทำให้การใช้ชีวิตประจำวันของเราสะดวกสบายและปลอดภัยมากขึ้น

 

รู้จักกับ IoT (Internet of Things)

IoT หรือ Internet of Things เป็นแนวคิดการนำอินเทอร์เน็ตไปเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ต่างๆ ให้อุปกรณ์นั้นสามารถรับ-ส่งข้อมูล เพื่อให้เราสามารถควบคุมหรือนำข้อมูลจากอุปกรณ์นั้นมาใช้งานได้

Internet of Things  ใช้การเชื่อมโยงของอุปกรณ์อัจฉริยะทั้งหลายผ่านอินเทอร์เน็ตที่เราคุ้นตา เช่น แอปพลิเคชัน แว่นตากูเกิลกลาส รองเท้าวิ่งที่สามารถเชื่อมต่อข้อมูลการวิ่ง ทั้งความเร็ว ระยะทาง สถานที่ และสถิติได้ แต่ถ้าเรานำ Internet of Things (IoT) เข้ามาอยู่ในโลกของการทำเกษตร นำมาผสมผสานกับภูมิปัญญาในการทำเกษตรแบบดั้งเดิม ผ่านการเรียนรู้และพัฒนาด้านเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง  โดยมีผู้เชี่ยวชาญด้าน IoT คอยเป็นพี่เลี้ยงและเป็นที่ปรึกษา มีต้นแบบให้ศึกษา เชื่อได้ว่าเหล่าเกษตรกรจะได้ประโยชน์อะไรจากการใช้เทคโนโลยีนี้อย่างมหาศาล

 

ความสัมพันธ์ของเกษตรทฤษฎีใหม่ กับเทคโนโลยี IoT

ภาคการเกษตรของไทยที่ได้พัฒนาสู่การเป็น Smart  Farm มีการนำเทคโนโลยี Smart Agriculture 4.0 เข้ามาใช้ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและเพิ่มผลผลิตให้เกษตรกร แต่เมื่อมองย้อนกลับไปในอดีตเราจะพบว่า การแก้ปัญหาด้านการพัฒนาการเกษตรกรรมไม่ได้เป็นเรื่องใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้นในยุค Digital Transformation หากแต่เกิดมาแล้วกว่า 70 ปี ในรัชสมัยของในหลวงรัชกาลที่ 9 นั่นคือ “เกษตรทฤษฏีใหม่” เพราะในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงมุ่งแก้ปัญหาด้านการพัฒนาการเกษตรกรรมมาตลอดรัชสมัยของพระองค์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทำให้เกษตรกรได้มีโอกาสในการเข้าถึงแหล่งความรู้มากขึ้น ทั้งในด้านเทคนิคและวิชาการเกษตรสมัยใหม่ ทรงมุ่งแก้ปัญหาเรื่องที่ดินทำกิน  ปัญหาเรื่องการบริหารจัดการน้ำ หรือเรื่องความไม่แน่นอนของธรรมชาติ ความผันผวนของตลาด เป็นต้น ทั้งนี้ก็เพื่อให้เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และจะส่งผลต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ

 

ประโยชน์ของ Internet of Things (IoT) กับการทำเกษตร

เมื่อปี 2560 บมจ. กสท โทรคมนาคม หรือ CAT จึงได้คิดโครงการต่อยอดนำแนวพระราชดำริเกษตรทฤษฎีใหม่มาผสานเข้ากับเทคโนโลยี อย่าง Big Data และ Internet of Things (IoT) ที่ได้พัฒนาขึ้น เข้ามาช่วยวิเคราะห์ข้อมูลในการเพาะปลูก สภาพภูมิอากาศ และระบบรดน้ำอัจฉริยะ ทำให้เกษตรกรมีข้อมูลสามารถวางแผนการเพาะปลูกได้ล่วงหน้า ช่วยเพิ่มผลผลิต และประหยัด ต้นทุนค่าใช้จ่าย เกิดเป็นการทำ “เกษตรแม่นยำ” หรือที่เรียกอีกอย่างว่า “Smart  Farmer” ภายใต้โครงการ “CAT Learning Center” เป็นการพัฒนาศูนย์การเรียนรู้ให้กับชุมชน แต่เมื่อเข้าปี 2561 เราจึงเปลี่ยนเป็น “CAT Digital Come Together” เพื่อสอดคล้องกับนโยบาย Thailand 4.0 ที่เน้นการขับเคลื่อนกิจการเพื่อสังคม เพราะเราเชื่อว่าเทคโนโลยีกับการทำเกษตรสามารถไปด้วยกันได้จึงเกิดเป็น Smart  Farm หรือเกษตรอัจฉริยะ” ตัวแทนทีมงานจากฝ่ายประชาสัมพันธ์และสื่อสารองค์กร เล่าถึงจุดเริ่มต้นของโครงการ CAT Digital Come Together ที่เกิดจากแนวพระราชดำริกับเทคโนโลยี Internet of Things (IoT)

 

Internet of Things (IoT) กับระบบรดน้ำอัจฉริยะเพื่อการเกษตร

ทางทีมงานของ CAT CSR ได้มีการสำรวจความต้องการหรือปัญหาของเกษตรกรจึงพบว่า ปัญหาใหญ่ ๆ ของเกษตรกรไทยคือเรื่องระบบการรดน้ำในแปลงใหญ่ แต่เดิมการรดน้ำจะต้องเสียค่าใช้จ่ายในการจ้างคน เสียเวลาในการให้น้ำ ดังนั้น การมีเทคโนโลยีระบบการรดน้ำอัจฉริยะจะช่วยลดระยะเวลาและลดค่าใช้จ่ายในการจ้างคน เกษตรกรจึงสามารถนำเวลาที่เหลือกับเงินตรงส่วนนี้ไปต่อยอดทำธุรกิจ ด้วยการปลูกพืชพรรณชนิดอื่นๆ นำผลผลิตมาแปรรูป สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าของตัวเอง ซึ่งระบบการปล่อยน้ำอัตโนมัติของ IoT สามารถควบคุมได้ด้วยสมาร์ตโฟน เพื่อให้เป็นไปตามแผนที่เกษตรกรวางไว้ โดยทางโครงการได้เข้าไปติดตั้งระบบการจัดการน้ำในพื้นที่ปลูกพืชของโรงเรียนเทศบาล 3 บ้านต่ำบุญศิริ จังหวัดนครนายก

 

พยากรณ์หน้าดิน

หากเกษตรกรจะปลูกพืชอะไรซักอย่าง เขาต้องทำการศึกษาในเรื่องของดิน สภาพอากาศของพื้นที่นั้น แต่เกษตรกรขนาดเล็กจะขาดข้อมูลตรงนี้  ซึ่งอาจจะเกิดความเสี่ยงอย่างมากในการเพาะปลูก ดังนั้นเทคโนโลยี Internet of Things (IoT) จึงถูกพัฒนามาช่วยในการตรวจสอบสภาพหน้าดินก่อนการตัดสินใจเพาะปลูก และยังช่วยตรวจสอบสภาวะอากาศที่เหมาะต่อการเก็บเกี่ยวผลผลิต เพราะเมื่อก่อนเกษตรกรไม่มีทางรู้ได้เลยว่า วันไหนฝนจะตก แดดจะออก หรือสภาพอากาศจะเป็นอย่างไร โดยการทำงานของเทคโนโลยีตัวนี้จะเป็นระบบเซ็นเซอร์ที่จะประเมินสภาพสิ่งแวดล้อม สภาพอากาศของพื้นที่นั้นแล้วส่งข้อมูลกลับไปยังสมาร์ตโฟนของเกษตรกรได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

การส่งต่อความรู้สู่ชุมชน

นอกจากนี้ทีมโปรแกรมเมอร์ของ CAT ได้เข้าไปให้ความรู้เรื่องเทคโนโลยีระบบการรดน้ำอัจฉริยะนี้แก่เด็กนักเรียนของโรงเรียนเทศบาล 3 สอนให้รู้จักทุกกระบวนการตั้งแต่เรียนรู้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ ทำความเข้าใจเกี่ยวกับ Internet of Things เพื่อการเกษตร จากนั้นสอนเขียนโปรแกรมเขียนโค้ด จวบจนทำคำสั่งการรดน้ำติดตัวเป็นความรู้เพื่อนำไปช่วยพัฒนาการเกษตรของครอบครัวอีกทั้งยังสามารถต่อยอดสู่สิ่งที่นักเรียนสนใจในอนาคต เกิดเป็นอาชีพได้อีกด้วย

“CAT รู้สึกภูมิใจที่ได้เข้าไปช่วยเหลือเกษตรกรเพื่อให้พวกเขามีชีวิตที่ดีขึ้น และในขณะเดียวกันพวกเราก็รู้สึกดีใจที่มีจิตอาสามากมายที่มีความเชี่ยวชาญด้านโปรแกรมเมอร์ และด้านการเกษตร อาสามาเข้ามาร่วมพัฒนาระบบ Internet of Things หรือ IoT ร่วมกับ CAT เพราะปลายทางของการพัฒนาเทคโนโลยีนี้ คือ ลดความเหลื่อมล้ำให้เกษตรกรไทย”

และนี่ก็คือ ประโยชน์ของ Internet of Things (IoT) กับการทำเกษตร ในแบบฉบับของ CAT ภายใต้โครงการ CAT Digital Come Together

Write a Comment

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *