คุยกับทายาทศูนย์กสิกรรมธรรมชาติโป่งแรด สู่การรับช่วงต่อโรงเรียนเกษตรอินทรีย์

 

 

 

ทายาทศูนย์กสิกรรมธรรมชาติโป่งแรด

หากให้นึกถึงภาพชีวิตการทำเกษตรกรรม คุณมีภาพนั้นอย่างไร ? ภาพของการก้มหน้าก้มตาปาดเหงื่อ ขุดดิน ใส่ปุ๋ย หลังสู่ฟ้าหน้าสู่ดิน ต้องใช้แรงทำทุกอย่างด้วยตัวเอง หรือเป็นภาพของคนแก่ ผิวดำกร้าน ใส่เสื้อเก่าๆ หรือเปล่า

ถ้าภาพของคุณยังเป็นเช่นนั้น ลองมาทำความรู้จักกับเธอคนนี้ คุณนุ่ม วรเพชร วงษ์เจริญ ภาพในความทรงจำของคุณจะเปลี่ยนไปทันที จากอดีตวิศวกรสาว ดีกรีปริญญาโทวิศวกรรมซอฟแวร์ ที่ได้ตัดสินใจลาออกจากการเป็นพนักงานออฟฟิศ มาเป็นเกษตรกรอินทรีย์เต็มขั้น ปลดล็อกความเครียดจากเมืองใหญ่หวนคืนบ้านเกิดกลับมาใช้ชีวิตใหม่ที่เธอเลือก ภาพรอยยิ้มของเธอปนไปด้วยความสุข ขณะยืนอยู่ข้างแปลงผัก สั่งการรดน้ำด้วยโทรศัพท์มือถือไปพลาง ก็ตอบแชทผู้คนที่ติดต่อมาทางช่องทางออนไลน์ด้วยความรวดเร็ว เธอใช้ความรู้ด้านเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่มีมาผสมผสานกับภูมิปัญญารุ่นปู่ย่าต่อยอดสู่การทำเกษตรให้ง่าย ได้ผลที่คุ้มค่ากว่าที่ผ่านมา และพร้อมจะมาบอกเล่าส่งต่อความรู้ด้านการทำเกษตรอินทรีย์สู่เพื่อนเกษตรกรและคนมีฝันกันแบบฟรีๆ ในที่แห่งนี้ “ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติโป่งแรด จังหวัดจันทบุรี ”

 

จุดเริ่มต้น…วิถีเกษตรอินทรีย์

ทุกความสำเร็จย่อมปฏิเสธไม่ได้ว่า ครอบครัวมีส่วนสำคัญในการเป็นแรงผลักดันและแรงสนับสนุนไปสู่เป้าหมาย เช่นเดียวกับคุณนุ่มที่เธอมีครอบครัวเป็นรากฐานการขับเคลื่อนชีวิตเกษตรอินทรีย์ในวันนี้ “ที่บ้านเป็นเกษตรกรตั้งแต่รุ่นทวดรุ่นโบร่ำโบราณที่ดินก็เป็นมรดกตกทอดกันมา เดิมทีที่บ้านก็ทำเคมีตามที่คนอื่นๆ เค้าทำกัน แต่ด้วยคุณพ่อ หรืออาจารย์ธีระ วงศ์เจริญ ทำงานในเรื่องของงานวิชาการเกษตรอยู่แล้ว พ่อก็มองว่าอยากให้มีศูนย์การเรียนรู้เกษตรอินทรีย์ที่ จ.จันทบุรี เพื่อจะได้ใช้เป็นสถานที่ถ่ายทอดความรู้ด้านต่างๆ ให้กับเกษตรกร ทางครอบครัวเห็นว่าที่ดินของคุณป้าแปลงนี้แหละเหมาะที่จะตั้งศูนย์เรียนรู้ซึ่งคุณป้าเองก็เห็นว่าเป็นประโยชน์เลยแบ่งที่ดินให้ 5 ไร่ โดยงบที่ใช้สร้างศูนย์เรียนรู้ สร้างโรงเรือนภายในศูนย์ก็เป็นของพ่อและป้า แต่ก็มีงบประมาณของรัฐบาลมาบ้าง เช่น งบประมาณของเกษตรจังหวัดเราก็เอามาจัดสรรว่าสามารถรับผู้อบรมได้สูงสุดเท่าไหร่ แต่ก็มีบ้างที่งบไม่เพียงพอ เราก็ใช้เงินส่วนตัวออกไปบ้าง เพื่อให้เกิดศูนย์เรียนรู้เกษตรอินทรีย์นี้ขึ้นมาและเปิดอบรมให้เกษตรกรโดยไม่ได้คิดค่าใช้จ่าย”

 

 

แหล่งผลิตคนอินทรีย์

การผันตัวเองจากการทำเกษตรเคมีมาเป็นเกษตรอินทรีย์ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องใช้บทพิสูจน์และความ แน่วแน่ตั้งใจจริง และยิ่งการต้องเปลี่ยนแปลงเพื่อมาเป็นลายแทงให้คนอื่นได้เดินตามนั้นยิ่งยาก และนั่นคือบทพิสูจน์ที่ครอบครัวคุณนุ่มได้ผ่านพ้นมาจนกลายเป็นศูนย์เรียนรู้ที่สามารถผลิตคนอินทรีย์มาแล้วหลายต่อหลายรุ่น “หลังจากนั้นเรามีศิษย์จบจากศูนย์เราไปหลายรุ่น หลายๆ คนที่ไปทำสวนเกษตรอินทรีย์อย่างจริงจัง และทำได้จบประสบความสำเร็จและอีกหลายคนที่เรียนรู้เพื่อไปเป็นอาจารย์ บางคนก็เป็นจิตอาสาที่กลับมาสอน แต่บางคนยึดติดว่า ถ้าทำสวนอินทรีย์จะทำให้มังคุดลาย ทุเรียนจะไม่สวย ผักจะต้องเป็นรู แต่ถ้าเราศึกษาให้ลึกลงไป เราจะรู้วิธีว่า ถ้าเจอโรคแมลงแบบนี้ และเราต้องการให้ผักมีรสชาติแบบนี้ ให้มังคุดสวย มะม่วงผิวมัน ทุเรียนลูกสวยเราจะต้องใช้น้ำหมักอะไร หรือใช้วิธีของกสิกรรมธรรมชาติ เกษตรอินทรีย์อย่างไรที่บ้านตอนเลิกใช้สารเคมีใหม่ๆ ช่วง 2 ปีแรกผลผลิตหดลง เป็นช่วงเวลาวัดใจว่าเราเข้มแข็งจริงๆ แต่พอพ้น 2 ปีนั้นมาได้ ดินเราฟู ไส้เดือนเราอวบ วิธีการของเราคือดูแลจากดินก่อน เลี้ยงดินให้ดินเลี้ยงพืช พอดินมันดี ทุกอย่างก็จะค่อยๆ ดีขึ้นมาเอง” คนทำเกษตรอินทรีย์ต้องมีการวางแผนวิธีคิดอย่างมาก  เพราะมันไม่เหมือนเคมีที่จะหยิบมาใช้ได้เลย ทุกอย่างมันต้องผ่านการบ่มเพาะทางความคิดล่วงหน้าว่าจะทำอะไร คนที่จะทำเกษตรอินทรีย์จริงๆ ต้องใจรัก  เพราะมันไม่ง่ายต้องใช้ความอดทนและแน่วแน่จริงๆ “

 

 

 

คุณค่าในตัวเอง…คุณค่าของเกษตรอินทรีย์

แม้ในวันนี้การทำเกษตรอินทรีย์จะเป็นงานหลักที่สร้างความภาคภูมิใจให้กับคุณนุ่ม แต่สิ่งที่เธอพบว่าคุณค่าของตัวเธอมีมากกว่าที่เธอเคยคิดมาก่อน นั่นคือเมื่อเธอก้าวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการถ่ายทอดความรู้ด้านเกษตรอินทรีย์ให้กับเกษตรกรที่สนใจจากทั่วประเทศเดินทางมาหาความรู้จากศูนย์เรียนรู้แห่งนี้ “รู้สึกดีที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของที่นี่ มีความสุขทุกครั้งที่ได้ถ่ายทอดความรู้ให้กับลูกศิษย์ ส่วนตัวเราก็ไม่หยุดนิ่งเรียนรู้พัฒนาอยู่ตลอดเช่นกัน เพื่อจะได้นำความรู้ใหม่ๆ มาถ่ายทอด ที่นี่เราสอนหลายอย่างไม่ว่าจะเป็น น้ำหมักเจ็ดรส บันไดเก้าขั้น ของใช้ในบ้าน เช่น สบู่ น้ำยาซักผ้า หรือแม้แต่การทำบัญชีครัวเรือนเราก็สอน  และตอนนี้เรายังมีการเอาน้ำมะปี๊ดซึ่งเป็นพืชพื้นเมืองของจันทบุรีมาทำเครื่องสำอางแต่เราทำในระดับที่พิเศษกว่าโดยเรามีทีมที่ปรึกษาจากอาจารย์สวนดุสิตมาช่วยวิจัยในเรื่องการสกัดสารออกมาทำเป็นเครื่องสำอางที่ดี นอกจากนี้เปลือกมะปี๊ดที่เหลือจากการทำเครื่องสำอาง เราเอามาทำเป็นน้ำหมัก เพื่อใช้ไล่แมลงได้ ซึ่งคนที่ทำสวนอินทรีย์จะรู้ว่าทุกอย่างในสวนเราใช้ได้หมด อย่างช่วงที่สับปะรดราคาถูก  เราเอามาทำน้ำยาซักผ้าได้ เพราะสารในสับปะรดช่วยทำให้ผ้าขาว ถ้าเราทำสวนเกษตรอินทรีย์ อะไรๆ ก็มีค่า”

ก้าวผ่านเกษตรแบบดั้งเดิมสู่เกษตรยุค 4.0

การทำเกษตร หรือการทำเกษตรอินทรีย์ไม่ใช่เรื่องยาก หากเราเปิดใจเรียนรู้ นี่คือสิ่งที่คุณนุ่มยืนยันด้วยตัวเธอเอง จากคนที่ไม่เคยทำเกษตรมาก่อน แต่เมื่อต้องมาเริ่มต้นวิถีเกษตรอินทรีย์เธอก็พร้อมเรียนรู้ ลองผิด ลองถูก ที่สำคัญเธอเปิดใจรับฟังความรู้จากคนรุ่นเก่า ภูมิปัญญาและประสบการณ์ที่คุณค่ามาผสมผสานกับความรู้สมัยใหม่กลายเป็นความลงตัวที่งดงาม “การทำเกษตรแบบดั้งเดิมต้องใช้แรงงานคน ดูอากาศ ดูความชื้นในดิน เพื่อประเมินว่าจะรดน้ำใส่ปุ๋ยเมื่อไหร่ แต่เมื่อเทคโนโลยีเข้ามา มันช่วยประหยัดเวลา ประหยัดแรงงานในการทำเกษตรลงไปได้เยอะ หมดปัญหาเรื่องคนงานลาป่วย ลดปัญหาจำนวนแรงงานได้ ทำงานได้ทุกที่ทุกเวลา ด้วนระบบเซ็นเซอร์ในดิน การวัดความชื้นอากาศ ผ่านเว็ปไซต์ อีกทั้งเรายังสามารถมองเห็นผักในโรงผักผ่านกล้องที่ติดไว้ได้ อีกทั้งหลังคาสองชั้น คอลโทรลแสงแดดได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าพอเทคโนโลยีเข้ามา ความรู้เราจะไม่ได้ถูกใช้นะ เรายังต้องใช้ความรู้ควบคุมสิ่งพวกนี้อีกที”

 

ปัจจุบันคุณนุ่ม วรเพชร วงษ์เจริญ  ได้ใช้ความรู้และประสบการณ์การทำงานด้านเทคโนโลยีเป็นทุนเดิม ทดลองนำความรู้ในการทำแปลงผักมาพัฒนาร่วมกัน ผนวกกับโครงการ CAT Digital Come Together ได้เข้ามาช่วยสนับสนุนด้านเทคโนโลยีเพื่อการเกษตรให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ทำให้เธอสามารถนำองค์ความรู้และอุปกรณ์ต่างๆ ไปใช้ต่อยอดในการทำเกษตร อบรมให้ความรู้แก่เกษตรกรคนอื่นๆ ได้ต่อไปเป็นวงจรของเกษตรกรที่ทำให้การทำเกษตรกรรมยั่งยืนต่อไปในอนาคต

 

 

Write a Comment

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *