กว่าจะมาเป็นโครงการ CAT DIGITAL COME TOGETHER กิจกรรมหนุนเกษตรกรไทยสู่ยุคดิจิตอลเต็มรูปแบบ

 

เป็นเวลากว่า 2 ปีที่ CAT  ได้ก่อตั้งโครงการ CAT DIGITAL COME TOGETHER โครงการยกระดับเกษตรกรไทยสู่ยุคดิจิทัลในการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อการเกษตร โดยตลอดเวลามีเกษตรกรจำนวนมากที่ได้เปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น ทั้งในด้านการเพิ่มรายได้จากการสร้างผลผลิตที่มีคุณภาพ และการใช้ชีวิตประจำวัน ด้วยเทคโนโลยี Internet of Things หรือ IoT

 

โดย ดร.ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาดและบริการ หนึ่งในผู้ก่อตั้งโครงการ CAT DIGITAL COME TOGETHER ได้นึกถึงวันแรกในการริเริ่มโครงการเพื่อเกษตรกรไทย “ทาง CAT  ได้เริ่มทำโครงการนี้ เมื่อปี 2560 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนเกษตรกรไทยให้สามารถสร้างผลผลิตที่มีคุณภาพ ขยายผลในการสร้างอาชีพ ตลอดจนเพิ่มรายได้ให้กับตนเองและชุมชน เพราะเราเชื่อว่าธุรกิจด้านการเกษตรจะมีการแข่งขันค่อนข้างสูง ซึ่งวิธีเดียวที่เราจะช่วยเหลือพวกเขาได้ก็คือการพัฒนาให้เป็นการทำเกษตรสมัยใหม่โดยใช้การนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วย  เพื่อส่งเสริมเกษตรกรไทยสู่ยุคดิจิตอลเต็มรูปแบบ”

 

 

“เพราะเทคโนโลยีอยู่ในชีวิตประจำวันของเรา และอยู่ในการทำธุรกิจ กระแส Digital Transformation มีส่วนสำคัญต่อองค์กรต่างๆ ในการแข่งขันและนำพาไปสู่ยุค 4.0 ตามนโยบายของรัฐบาล เราจึงนำมาใช้กับการเกษตร เพราะเกษตรกรคืออาชีพที่เราควรให้ความสำคัญ เพื่อเพิ่มศักยภาพในการทำเกษตรอย่างยั่งยืน”

 

การทำงานของเทคโนโลยี IoT ที่ทางโครงการได้เข้าไปส่งเสริมเกษตรกรคือการสร้างระบบรดน้ำอัจฉริยะผ่านการสั่งการจากสมาร์ตโฟน  “เพราะปกติแล้วเกษตรกรจะต้องเฝ้าสวนอยู่ตลอด เนื่องจากต้องรดน้ำเป็นเวลา แต่ถ้าหากติดตั้งเทคโนโลยี IoT เกษตรกรจะสามารถสั่งน้ำได้จากระยะไกล ซึ่งทางโครงการจะเอาเซ็นเซอร์ไปติดตั้งที่สวนเพื่อวัดปริมาณความชื้นของดิน เพราะระบบเซ็นเซอร์จะส่งข้อมูลของหน้าดิน ว่าควรรดน้ำช่วงเวลาไหนดีที่สุดผ่านระบบเทคโนโลยี IoT แล้วแจ้งมายังสมาร์ตโฟน จากนั้นเกษตรกรก็จะกดปุ่มสั่งการระบบรดน้ำ เพราะฉะนั้นเกษตรกรจึงสามารถนำเวลาว่างในส่วนนี้ไปสร้างประโยชน์ทางด้านอื่น และสร้างผลผลิตที่ดีขึ้นอย่างงดงาม”

 

 

“ตลอดระยะเวลา 2 ปี เราพบว่าเกษตรกรทุกรายต่างสนใจเรื่องเทคโนโลยี เพียงแต่ขาดแหล่งเชื่อมต่อข้อมูล แต่เมื่อพวกเขาเข้าใจเรื่องการทำงานของเทคโนโลยีจากการเข้าไปสอนของโครงการ ผลปรากฏว่าพวกเขาสามารถต่อยอดการสร้างรายได้เพิ่มขึ้นจากธุรกิจอื่นๆ และนำเทคโนโลยีไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างสร้างสรรค์ โดยการใช้เทคโนโลยี IoT ของเรา ซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเราภูมิใจมากๆ เพราะเป็นการตอกย้ำให้เกษตรกรไทยสู่ยุคดิจิทัลเต็มรูปแบบ ”

 

 

“เทคโนโลยีที่ทางโครงการได้นำไปติดตั้งให้เกษตรกร นับว่ามีความทนทานและมีประสิทธิภาพเป็นอย่างมาก โดยใช้ระบบ LoRa หรือ LoRaWan ที่มีจุดเด่นตรงที่ใช้พลังงานต่ำและมีรัศมีที่ค่อนข้างไกล หมายความว่าตัวเซ็นเซอร์ หรืออุปกรณ์ต่างๆ ที่เอาไปใช้กับโครงข่ายนี้จะสามารถใช้งานได้เป็นระยะเวลานาน เพราะฉะนั้นเราลองจินตนาการดูว่า ถ้าหากเรานำเซ็นเซอร์ไปวางอยู่ในแปลงการเกษตร ซึ่งก็จะต้องใช้จำนวนเซ็นเซอร์ค่อนข้างเยอะ และถ้าหากมีการใช้พลังงานสูง หมายความว่าเราต้องเปลี่ยนเซ็นเซอร์และแบตเตอรี่เป็นจำนวนมาก จะทำให้การใช้งานแอปพลิเคชันประเภทนี้ไม่เสถียรภาพก็จะส่งผลให้เกิดปัญหาในการใช้งานของเกษตรกร เพราะฉะนั้นระบบ LoRa จึงเหมาะสมกับเกษตรกรไทย และทาง CAT เป็นผู้นำในการนำระบบ LoRa มาใช้ในประเทศไทย และยังสามารถต่อยอดไปสู่สมาร์ตซิตี้ที่จะเกิดขึ้นได้เช่นกัน”

 

 

 

“ในไตรมาสต่อไปทางโครงการ CAT DIGITAL COME TOGETHER จะมุ่งนำความรู้เรื่องเทคโนโลยีที่เราถนัดไปสู่เด็กนักเรียน เพราะเด็กไทยทุกคนจะต้องมีการเรียนการทำเกษตร ดังนั้นเราจึงนำความรู้เรื่องการทำเกษตรแบบใหม่ หรือ DIGITAL FARMING ไปสอนพวกเขาให้รู้จักหลักการทำงานของเทคโนโลยี เพื่อต่อยอดสู่การสร้างคุณภาพชีวิตและสร้างอาชีพให้กับชุมชนต่อไป” ดร.ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ กล่าวทิ้งท้ายกับสิ่งที่ โครงการ CAT DIGITAL COME TOGETHER จะเกิดขึ้นในอนาคต

 

มากกว่าเทคโนโลยี คือการปลูกเมล็ดพันธุ์การเรียนรู้ให้กับชุมชน

 

การเรียนรู้ในปัจจุบันแตกต่างจากเดิมไปอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากผู้เรียนมีโอกาส มีอิสระในการเรียนรู้มากขึ้น สามารถสร้างองค์ความรู้ และสร้างทักษะได้ด้วยตนเอง ในขณะที่ครูก็เปลี่ยนบทบาทจากผู้สอนมาเป็นผู้ให้คำแนะนำ ขณะเดียวกันทั้งครูและศิษย์สามารถเรียนรู้ไปพร้อมกันได้ การนำเอาเทคโนโลยี เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการเรียนการสอนเป็นเรื่องที่ทุกโรงเรียนกำลังผลักดันให้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรม และที่สำคัญคือการส่งเสริมให้นักเรียนได้เรียนรู้เทคโนโลยีควบคู่ไปกับการทำกิจกรรมเพื่อเป็นการเพิ่มพูนประสิทธิภาพทางการเรียนรู้แก่ผู้เรียนโดยตรง

 

CAT  จึงมีโครงการต่อเนื่องที่เรียกว่า “BMR Smart Farm by CAT” ซึ่งเป็นการเรียนการสอนเรื่องการเกษตรควบคู่ไปกับเทคโนโลยี จากเดิมที่นักเรียนมีความรู้เรื่องเกษตรเป็นพื้นฐานอยู่แล้ว แต่โครงการนี้เป็นการต่อยอดที่จะนำความรู้ด้านการเกษตรมาผสมผสานกับความรู้ด้าน IoT (Internet of Things) ที่มีประโยชน์มากมาย

 

การใช้ IoT เพื่อการเรียนรู้
โรงเรียนบ้านใหม่รัตนโกสินทร์ อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง ที่นี่คือหนึ่งในโรงเรียนที่ CAT ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดทำโครงการ “BMR Smart Farm by CAT” สร้างการเรียนรู้เรื่องเกษตรควบคู่ไปกับเทคโนโลยี ซึ่งโครงการนี้ได้รับการผลักดันและสนับสนุนเป็นอย่างดีจากทุกฝ่ายในโรงเรียน ทำให้วันนี้เด็กๆ ได้สนุกกับการเรียนรู้ การได้สร้างประสบการณ์ใหม่ที่ทำให้ความคิดมุมมองเรื่องการเกษตรของพวกเขาเปลี่ยนไป “ก้าวแรกมักจะยากเสมอ เหมือนกับแอปพลิเคชัน รดน้ำต้นไม้ ที่ตอนแรกหนูนึกว่ามันจะยุ่งยากแต่พอครูสอนมันก็ไม่ได้ยากอย่างที่คิด”  น้องชนัญธิดา กล่าวพร้อมยิ้ม

 

 

ว่าที่ร้อยตรีวัฒนา  บุญละคร ผู้อำนวยการ โรงเรียนบ้านใหม่รัตนโกสินทร์ เล่าย้อนถึงที่มาและความร่วมมือที่เกิดขึ้น “ ทาง CAT  ได้เข้ามาสนับสนุนเรื่องของงบประมาณ อุปกรณ์โรงเรือนรวมทั้งสื่อนวัตกรรม ได้แก่ กล่องสมาร์ตฟาร์มที่ใช้ระบบเปิดปิดน้ำ และมีวิทยากรพิเศษมาสอนให้กับเด็กนักเรียนเกี่ยวกับวิธีการใช้อุปกรณ์ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด การให้เด็กได้ลงมือทำผ่านประสบการณ์จริงและสามารถสร้างองค์ความรู้เองได้  ถ้าการเรียนรู้มันสนุกเด็กก็จะมีความสุข ซึ่งตรงกับเป้าหมายกับที่เราวางไว้”

 

 

สำหรับคนทำงานอย่างคุณมาตยา แก้วสีขาว  ตำแหน่งวิศวกร ส่วนผลิตภัณฑ์และบริการ สำนักงานบริการลูกค้า กสท เขตเหนือ ได้เล่าให้ฟังถึงความประทับใจต่อการได้เข้ามาเป็นผู้ส่งต่อความรู้ให้กับเด็กนักเรียนด้วยความภูมิใจ “เราสอนเด็กๆ เรื่องการเดินสายไฟ เดินท่อน้ำในเบื้องต้น รวมทั้งสอนในทางคณิตศาสตร์กับคำนวณให้เด็กเรารู้สึกดีใจที่ทำให้เด็กๆ รู้ว่ามันง่าย ในการรดน้ำแปลงผักด้วยการใช้ IoT ช่วยให้การทำเกษตรกรรมง่ายขึ้น และที่เหนือไปกว่านั้น เด็กๆ ดีใจที่ผลผลิตของพวกเขาเพิ่มขึ้นมากกว่าตอนรดน้ำเอง ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้เด็กๆ สามารถนำความรู้ที่เราสอนไปต่อยอดในอนาคตได้ในแบบที่เหมาะสมกับตัวพวกเขาเอง”

 

 

ต่อยอดให้ครอบครัว…ส่งต่อสู่ชุมชน

จากจุดเริ่มต้นเล็กๆ แต่หากสิ่งเหล่านี้ได้ถูกบ่มเพาะ และขยายองค์ความรู้ออกไปในวงกว้างจะเกิดเป็นประโยชน์อันยิ่งใหญ่ว่าที่ร้อยตรีวัฒนา  บุญละคร ผู้อำนวยการ โรงเรียนบ้านใหม่รัตนโกสินทร์ กล่าวถึงโครงการในอนาคตที่ตั้งไว้ว่า “การทำเกษตรต้องอาศัยเทคโนโลยี เพราะเทคโนโลยีสามารถทำให้ผลผลิตออกตามฤดูกาล และได้ผลผลิตเพิ่มมากขึ้น สามารถควบคุมทรัพยากรน้ำได้อย่างมีระบบ การนำ IoT มาใช้ก็ทำให้บริหารจัดการเวลาได้ดี เพราะฉะนั้นถ้าเราสามารถนำเทคโนโลยีมาใช้ในการบริหารจัดการก็จะสามารถทำให้ผลผลิตได้มีปริมาณมากและมีความอุดมสมบูรณ์ควบคู่ไปด้วยกัน “

 

 

“นอกจากจะปลูกข้าวทำนา ชาวบ้านก็สามารถมาศึกษาดูงาน ดูการปลูกพืชในโรงเรือนยุคใหม่ โดยให้โรงเรียนเป็นแหล่งเรียนรู้ของชุมชน ตำบลหรืออำเภอได้ โครงการต่อไปทางโรงเรียนก็หวังว่า ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรของเด็กๆ และชาวบ้านที่ถูกผลิตออกมาจากโครงการ BMR Smart Farm ได้รับการส่งเสริมด้าน E-commerce ในเรื่องการจัดจำหน่ายบนอินเทอร์เน็ต ซึ่งจะเป็นผลดีสำหรับผู้ประกอบการและนักเรียนเองก็ได้ใช้ประสิทธิภาพของอินเทอร์เน็ตให้เกิดประโยชน์สูงสุด สามารถสร้างอาชีพ สร้างรายได้ ด้วยตัวเอง”

 

 

ในขณะที่ภาพและความคิดเรื่องเทคโนโลยีกับการเกษตรของ ด.ช.ภูริ ขันทรักษ์ นักเรียนชั้น ม.1 โรงเรียนบ้านใหม่รัตนโกสินทร์ กำลังขยายใหญ่และชัดเจนยิ่งขึ้น “ผมไม่รู้มาก่อนว่าเทคโนโลยีจะช่วยให้การปลูกต้นไม้ง่ายขึ้นขนาดนี้ ตอนที่ใช้บัวรดน้ำมันจะยุ่งยาก เพราะต้องเดินไปเอาน้ำไกล แต่หลังจากมีเครื่องช่วยรดน้ำก็สะดวกสบาย และประหยัดแรงขึ้น อย่างเวลาเราอยู่บ้านเราก็เปิดสั่งรดน้ำได้ทางโทรศัพท์มือถือ มันง่ายจนผมอยากเอาความรู้ที่ได้ไปปลูกสตรอว์เบอร์รี่ที่บ้านตอนปิดเทอม และอยากให้ที่บ้านของผมเอาไปทำแบบที่โรงเรียนทำด้วยครับ”

 

 

“เรารู้สึกดีใจและก็ภูมิใจที่ว่าเราได้นำสิ่งที่เราเป็นผู้ให้บริการมาอำนวยความสะดวกให้กับประชาชน นอกจาก CAT  จะเป็นผู้นำในการให้บริการ Internet Gateway ก็ยังมีโครงการ อย่าง “BMR Smart Farm by CAT” ที่ไม่เพียงให้บริการเฉพาะลูกค้าของ CAT เองแต่เรามีโอกาสได้สร้างงาน สร้างองค์ความรู้ให้กับชุมชนที่เขาต้องขาดโอกาส ถ้าหากว่าเราไม่ได้เข้ามาเขาก็จะขาดโอกาสในการเรียนรู้อันนี้เป็นพื้นฐานที่ผมมองเห็นว่าเป็นสิ่งที่จำเป็นมากๆ ที่ CAT ต้องมาช่วยกันเสมือนว่าเป็นการพัฒนาชุมชน พัฒนาประเทศโดยองค์รวม” คุณศรายุทธ์ อภิญญาวัชรกุล ผู้อำนวยการสำนักงานบริการลูกค้า กสท เขตเหนือ ได้กล่าวทิ้งท้าย

10 อันดับเทคโนโลยีเพื่อการเกษตรที่น่าสนใจที่สุด

 

ในปัจจุบัน ถือว่าเป็นยุคแห่งความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี แม้กระทั่งภาคอุตสาหกรรมเกษตร เราอาจจะเคยเห็นต้นแบบนวัตกรรมล้ำสมัยมากมายที่คิดค้นขึ้นมาเพื่ออำนวยความสะดวก แต่บางครั้งก็อาจไม่สามารถใช้งานได้จริง ดังนั้นในวันนี้เรามี 10 อันดับเทคโนโลยีเพื่อการเกษตรที่น่าสนใจที่สุด จากเว็บไซต์อย่าง Precisionag ที่บอกได้เลยว่า นี่แหละคือสิ่งที่สามารถใช้งานได้จริงๆ

 

  1. เทคโนโลยีพ่นน้ำ และ การเรียนรู้ของเครื่องจักร (See & Spray Technology and Machine Learning)

เทคโนโลยียุคใหม่สุดล้ำ ที่ถูกคิดค้นขึ้นเพื่อการเกษตร บริษัทผลิตรถแทรกเตอร์ทางการเกษตรอย่าง John Deere ได้เข้าซื้อกิจการ Blue River Technology บริษัทสตาร์ทอัพจาก California ที่นำเทคโนโลยีระบบสมองกล Machine learning มาใช้งานทางภาคการเกษตร ด้วยสุดยอดเทคโนโลยี ที่ชื่อว่า See and spray จะมีการติดตั้งกล้องจำนวนมากเข้าไปกับชุดหัวฉีดพ่นสารเคมีทางการเกษตร ที่ติดตั้งอยู่กับรถแทรคเตอร์ โดยจะมีการใช้ระบบสมองกลแบบ Deep learning ทำการประมวลผลภาพจากกล้อง และทำการเรียนรู้ ที่จะระบุและพ่นสารกำจัดวัชพืชได้เอง เรียกได้ว่าเป็นความสามารของจักรกลที่จะรวมรวบข้อมูลและสร้างการตัดสินใจในตัวซึ่งในอีกไม่นานจะสามารถสร้างความก้าวหน้าที่กว้างขึ้นให้กับวงการการเกษตรได้อย่างมาก

 

  1. Internet of Things

Internet of Things (IOT) คือ การที่อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ สามารถเชื่อมโยงหรือส่งข้อมูลถึงกันได้ด้วยอินเทอร์เน็ต  การเชื่อมโยงนี้ง่ายจนทำให้เราสามารถสั่งการควบคุมการใช้งานอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ผ่านทางเครือข่ายอินเตอร์เน็ตขนาดใหญ่ได้ทุกที่ทุกเวลา และเมื่อนำมาผสานรวมเพื่อพัฒนาภาคการเกษตร ทำให้เราสามารถตรวจสอบค่าระดับถังน้ำมัน, ค่าความชื้น, ระดับน้ำ, อัตราการเกินฝน, ค่าบรรยากาศ, เครื่องปั๊มน้ำ ผ่านทางสมาร์ทโฟนของเรา พอลล์ เวลบิก ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจด้านการเกษตรบริษัท Senet ได้กล่าวว่า “เทคโนโลยีใหม่เหล่านี้สามารถช่วยปรับปรุงการวางแผน การดำเนินงาน และเร่งการตัดสินใจในการเกษตรทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็กได้”  และนอกจากนี้ยังสามารถช่วยลดต้นทุนแรงงาน ให้ข้อมูลเชิงลึกที่สามารถเชื่อมโยง ดิน น้ำ พืช สัตว์ เครื่องจักร และวัตถุอื่น ๆ ที่มีค่าแก่เราได้

 

  1. การความคุมระบบชลประทาน (Irrigation Control)

เมื่อเราเริ่มให้เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในการปรับปรุงและเพิ่มประสิทธิภาพในอุตสาหกรรมการเกษตรมากขึ้น สิ่งที่ขาดไม่ได้นั่นคือการควบคุมระบบชลประทาน ด้วยระบบที่ทำหน้าที่แสดงสถานะการทำงานของความชื้น สภาพอากาศ และข้อมูลประเภทอื่นเข้าสู่สมาร์ทโฟนหรือคอมพิวเตอร์ ทำให้เราสามารถควบคุมการทำงานได้แบบพกพา และยังเพิ่มความทันสมัยด้วยความรวดเร็วในการบริหารจัดการ นั่นคือการควบคุมในระยะไกลนั่นเอง  ในตอนนี้ผู้ผลิตอย่างเวลแอนด์ลินด์เซ่ (Valley and Lindsay)กำลังศึกษาค้นคว้าเพื่อเชื่อมต่อเซนเซอร์ต่างชนิดเข้าด้วยกัน เพื่อช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถควบคุมการทำงานได้อย่างครอบคลุมมากขึ้น เรียกว่าเป็นการเปิดโลกทัศน์และสร้างการเชื่อมโยงข้อมูลทางการเกษตรรวมถึงสามารถอำนวยความสะดวก ทั้งด้านการควบคุม ด้านข้อมูล อย่างครอบคลุมให้กับผู้ใช้งานได้อย่างมาก

 

  1. แบบจำลองไนโตรเจน (Nitrogen Modeling)

ปุ๋ย เป็นสิ่งหนึ่งที่สำคัญสำหรับการทำการเกษตร รวมถึงยังเป็นรายได้หลักสำหรับร้านค้าปลีกทั่วไปดังนั้น จึงทำให้หลายคนต้องการควบคุมไนโตรเจนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และในปัจจุบันตลาดกำลังเปลี่ยนความนิยมจากปุ๋ยธรรมดามาเป็นปุ๋ยตามฤดูกาล จึงส่งผลให้ได้รับการพัฒนามากขึ้นอย่างต่อเนื่องด้วย ระบบ 360 ยีลด์เซ็นเตอร์ (Yield Center) และ อะแด็ปเอ็น (Adapt-N) ก็เป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีที่พัฒนาเพื่อใช้ควบคุมไนโตรเจน  สตีฟ ซิบูลคิน ผู้ก่อตั้งบริษัท อะโกรโนมิกเทคโนโลยี และพัฒนาระบบอะแด็ปเอ็น กล่าวว่า “การก้าวเข้าสู่การใช้วิธีควบคุมไนโตรเจน ถูกขับเคลื่อนด้วยสองสิ่งคือ อายุการใช้งาน และความง่ายในการใช้งาน” เพราะสำหรับผู้ใช้แล้วอายุการใช้งานที่ยาวนาน มันคือการพัฒนาทุกขั้นตอนของการทำงาน และที่สำคัญผู้ใช้งานต้องใช้งานได้คล่องและเข้าใจได้ง่ายอีกด้วย

 

  1. การตรวจวัดค่าการนำไฟฟ้า (Electrical Conductivity Sensing)

การตรวจวัดค่าการนำไฟฟ้าในดินกลายเป็นองค์ประกอบสำคัญอีกอย่างหนึ่งในการควบคุมการทำงานโดยเฉพาะการอ่านค่าต่างๆในดิน ทั้งค่าไฟฟ้าและค่าความเป็นกรด จึงมีการคิดค้นเทคโนโลยีเครื่องวัดค่านำไฟฟ้า EM38 เพราะผู้ผลิตต้องการช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถประหยัดการใช้น้ำลงได้ และให้บริการด้านอื่นๆ ได้มากขึ้น โดยใช้ข้อมูลที่ได้มาช่วยคำณวนการใช้น้ำอย่างพอดี ทั้งกำหนดเวลาและปริมาณการจ่ายน้ำ เจสัน เมลวิน ผู้ดูแลไร่องุ่นแห่งหนึ่งในรัฐแคลิฟอร์เนียได้การันตีว่า เขาสามารถควมคุมดูแลดินในพื้นที่แต่ละส่วนได้อย่างง่ายดาย “ด้วยเครื่องวัดค่านำไฟฟ้า EM38 นี้ เราสามารถกำหนดการปลูกและการรดน้ำได้ตามเวลาจริง และยังสามารถนำดินมาวัดค่าต่างๆ ได้อีกด้วย”

 

  1. การพัฒนาโดรน – ไปให้สุดแล้วหยุดที่พันไร่ (Drone Developments – The Chase for 1,000)

ถ้าพูดถึงโดรนหลายคนคงจะรู้จักดี แต่คงไม่มีใครคาดคิดว่า โดรนก็เป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีที่สามารถนำมาพัฒนาภาคการเกษตรได้ มันถูกนำมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุนการผลิต ประหยัดเวลาและแรงงานคน โดยสามารถพ่นยาและปุ๋ยได้อย่างครอบคลุม นอกจากนี้ยังสามารถควบคุมคุณภาพการผลิตได้อย่างแม่นยำอีกด้วย ผู้ผลิตโดรนเพื่อการเกษตรหลายบริษัทกำลังมีเป้าหมายว่าต้องบิน 1,000 ไร่ ต่อหนึ่งชาร์จ ในตอนนี้ ฟีนิกซ์2 สามารถบินได้ 700 ไร่ขึ้นไป ถือว่าฟีนิกซ์2 มีประสิทธิภาพใกล้เคียงกับเป้าหมายมากที่สุด ถึงแม้ในตอนนี้โดรนอาจจะยังไม่เป็นที่นิยมในการเกษตรมากนักในปัจจุบัน แต่ในอนาคตหุ่นยนต์บินพวกนี้อาจจะทำงานได้อย่างแม่นยำและเป็นที่นิยมมากกว่านี้ก็เป็นได้

 

  1. เทคโนโลยีไร้นาม (Unmanned Tech)

เราเคยลองคิดหรือไม่ว่าถ้าวันนึงเรามีเทคโนโลยียานพาหนะไร้คนขับได้ มันจะส่งผลดีอย่างไรบ้าง แน่นอนว่าเราจะได้รับความสะดวกสบายเป็นอย่างมากแน่นอน แต่รู้ไหมว่ามันยังส่งผลต่อการทำธุรกิจมากกว่าที่เราคาดคิด ในหนึ่งวันเราต้องเสียเวลาจับพวกมาลัยขับรถอยู่บนถนนที่รถติดๆโดยเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 2 ชั่วโมง ซึ่งเวลาเหล่านั้นอาจทำให้เงินหรือลูกค้าของเราหลุดมือไปได้ แล้วจะเป็นอย่างไรถ้าในอนาคตมีเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเราประหยัดเวลาที่ต้องจับพวงมาลัยจ้องกระจกหน้ารถทุกวัน เราอาจจะได้พักผ่อน หรือทำงานเสร็จก่อนจะถึงที่หมายด้วยซ้ำไป

 

  1. เทคโนโลยี เซนเซอร์ สมาร์ทเฟิร์มเมอร์ ของบริษัท พรีซิชั่นแพลนทิ่งส์ (Precision Planting’s Smart Firmer sensor)

รู้หรือไม่ว่าเวลาเกษตรกร หว่านเมล็ดพันธุ์ลงไปแล้วพวกเขาตรวจสอบเมล็ดเหล่านั้นอย่างไร ทางเดียวที่ทำได้คือการเอาไฟฉายส่องแล้วเอากระดาษจด เพื่อดูว่าเมล็ดพันธุ์มีความชุ่มชื่นพอหรือไม่ รวมถึงการตรวจสอบสภาพดินด้วยตาเปล่า และการตรวจสอบแบบนี้แน่นอนว่าต้องมีการผิดพลาดเกิดขึ้นได้ ทำให้สมาร์ทเฟิร์มเมอร์ของบริษัท Precision Planting คิดค้นเทคโนโลยีที่ทำให้เกษตรกรไม่ต้องใช้ตาเปล่าค่อยๆเดินดูจนครบทั้งสวน เพราะข้อมูลทั้งหมดจะมารวมกันอยู่ที่เดียวที่จะทำเกษตรกรสามารถทำแผนผังอินทรียวัตถุแบบต่อเนื่อง ทั้งความชื้นในดิน หรือกากตะกอนรวมถึงยังทำการควบคุมประชากรพันธุ์พืชหรือลูกผสมตามการวัดอินทรีย์วัตถุแบบพร้อมใช้งานได้อีกด้วย

 

  1. นิวลีดเดอร์ เอ็นแอล 5000 จี 5 (New Leader NL5000 G5)

จะเป็นอย่างไรถ้าเราไม่ต้องมานั่งกังวลอีกต่อไปว่าปุ๋ยจะกระจายอย่างทั่วถึงในประมาณที่พอเหมาะหรือไม่ เพราะ ในงานแสดงเครื่องกลเพื่อการเกษตรแห่งชาติปี 2017 ที่เมืองลุยส์วิลรัฐเคนทักกี ได้เปิดตัว เครื่องผลิตปุ๋ยแห้ง NL5000 กับเครื่องควบคุมการกระจาย เป็นนวัตกรรมสุดยอดประสิทธิภาพตัวใหม่ของ New Leader ที่มีผลกระทบต่อวงการเกษตรอย่างมากเพราะ G5 มาพร้อมกับ “หัวปั่นที่ทำงานได้อย่างแม่นยำ” และมันยังสามารถกระจายปุ๋ยแห้งให้ตรงเป้าหมายได้ เรียกว่า G5 นำความแม่นยำเหนือระดับมาสู่เกษตรกร และทำให้เกษตรกรมั่นใจว่าสามารถกระจายปุ๋ยได้อย่างทั่วถึงแน่นอน

 

  1. Robotics

ปัจจุบันการคลาดแคลนแรงงานคนก็เป็นอีกหนึ่งปัญหาสำคัญสำหรับเกษตรกร และในบางครั้งแรงงานคนก็ไม่สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพได้  ดังนั้นจึงมีการนำเทคโนโลยีหุ่นยนต์เข้ามาเพื่อตอบสนองการใช้งานในหลากหลายกิจกรรมทางการเกษตรเช่น การใช้เพื่อการกำจัดวัชพืชที่แม่นยำขึ้น การใช้เพื่อการเก็บเกี่ยวผลผลิต การใช้เพื่อการเพาะปลูก เป็นต้น ในปัจจุบันนี้มีผู้ผลิตจักรกลเพื่อการเก็บเกี่ยว 2 รายใหญ่กำลังเร่งพัฒนาระบบโดยหวังว่าจะนำออกมาจำหน่ายในอีกไม่กี่ปีที่จะถึงนี้ โดยเริ่มจากการใช้จักรกลในการเก็บผลแอปเปิ้ล เมื่อต้นไม้พืชผลมีขนาดเท่าๆ กันจะทำให้เครื่องจักรสามาถทำงานในสวนและไร่ได้ง่ายขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

เทคโนโลยีเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งที่เรียกได้ว่าเป็นตัวช่วยที่สามารถทำให้การทำงานภาคอุตสาหกรรมเกษตรก้าวหน้าและสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่าในอนาคตจะมีการพัฒนานวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ๆเกิดขึ้นอีกที่เป็นประโยชน์และสามารถตอบสนองคุณภาพชีวิตของเราให้ดีขึ้นได้

 

ขอบคุณข้อมูลจาก precisionag

เกษตรทฤษฎีใหม่ กับ ประโยชน์ของ Internet of Things. (IoT)



แน่นอนว่าทุกวันนี้ เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในการใช้ชีวิตประจำวันของเรามากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น โทรศัพท์มือถือ สมาร์ตโฟน แท็บเล็ต ยานพาหนะ หรือแม้กระทั่งเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านของเราเอง ที่มีการพัฒนาให้ฉลาดและอำนวยความสะดวกต่อผู้ใช้มากขึ้น แนวคิด IoT ที่ย่อมาจาก Internet of Things จึงเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยให้อุปกรณ์รอบตัวของเรานั้น สามารถทำงานเชื่อมต่อและควบคุมได้อย่างอัจฉริยะ เสมือนว่าอุปกรณ์สามารถเชื่อมต่อและพูดคุยกันเอง ทำให้การใช้ชีวิตประจำวันของเราสะดวกสบายและปลอดภัยมากขึ้น

 

รู้จักกับ IoT (Internet of Things)

IoT หรือ Internet of Things เป็นแนวคิดการนำอินเทอร์เน็ตไปเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ต่างๆ ให้อุปกรณ์นั้นสามารถรับ-ส่งข้อมูล เพื่อให้เราสามารถควบคุมหรือนำข้อมูลจากอุปกรณ์นั้นมาใช้งานได้

Internet of Things  ใช้การเชื่อมโยงของอุปกรณ์อัจฉริยะทั้งหลายผ่านอินเทอร์เน็ตที่เราคุ้นตา เช่น แอปพลิเคชัน แว่นตากูเกิลกลาส รองเท้าวิ่งที่สามารถเชื่อมต่อข้อมูลการวิ่ง ทั้งความเร็ว ระยะทาง สถานที่ และสถิติได้ แต่ถ้าเรานำ Internet of Things (IoT) เข้ามาอยู่ในโลกของการทำเกษตร นำมาผสมผสานกับภูมิปัญญาในการทำเกษตรแบบดั้งเดิม ผ่านการเรียนรู้และพัฒนาด้านเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง  โดยมีผู้เชี่ยวชาญด้าน IoT คอยเป็นพี่เลี้ยงและเป็นที่ปรึกษา มีต้นแบบให้ศึกษา เชื่อได้ว่าเหล่าเกษตรกรจะได้ประโยชน์อะไรจากการใช้เทคโนโลยีนี้อย่างมหาศาล

 

ความสัมพันธ์ของเกษตรทฤษฎีใหม่ กับเทคโนโลยี IoT

ภาคการเกษตรของไทยที่ได้พัฒนาสู่การเป็น Smart  Farm มีการนำเทคโนโลยี Smart Agriculture 4.0 เข้ามาใช้ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและเพิ่มผลผลิตให้เกษตรกร แต่เมื่อมองย้อนกลับไปในอดีตเราจะพบว่า การแก้ปัญหาด้านการพัฒนาการเกษตรกรรมไม่ได้เป็นเรื่องใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้นในยุค Digital Transformation หากแต่เกิดมาแล้วกว่า 70 ปี ในรัชสมัยของในหลวงรัชกาลที่ 9 นั่นคือ “เกษตรทฤษฏีใหม่” เพราะในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงมุ่งแก้ปัญหาด้านการพัฒนาการเกษตรกรรมมาตลอดรัชสมัยของพระองค์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทำให้เกษตรกรได้มีโอกาสในการเข้าถึงแหล่งความรู้มากขึ้น ทั้งในด้านเทคนิคและวิชาการเกษตรสมัยใหม่ ทรงมุ่งแก้ปัญหาเรื่องที่ดินทำกิน  ปัญหาเรื่องการบริหารจัดการน้ำ หรือเรื่องความไม่แน่นอนของธรรมชาติ ความผันผวนของตลาด เป็นต้น ทั้งนี้ก็เพื่อให้เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และจะส่งผลต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ

 

ประโยชน์ของ Internet of Things (IoT) กับการทำเกษตร

เมื่อปี 2560 บมจ. กสท โทรคมนาคม หรือ CAT จึงได้คิดโครงการต่อยอดนำแนวพระราชดำริเกษตรทฤษฎีใหม่มาผสานเข้ากับเทคโนโลยี อย่าง Big Data และ Internet of Things (IoT) ที่ได้พัฒนาขึ้น เข้ามาช่วยวิเคราะห์ข้อมูลในการเพาะปลูก สภาพภูมิอากาศ และระบบรดน้ำอัจฉริยะ ทำให้เกษตรกรมีข้อมูลสามารถวางแผนการเพาะปลูกได้ล่วงหน้า ช่วยเพิ่มผลผลิต และประหยัด ต้นทุนค่าใช้จ่าย เกิดเป็นการทำ “เกษตรแม่นยำ” หรือที่เรียกอีกอย่างว่า “Smart  Farmer” ภายใต้โครงการ “CAT Learning Center” เป็นการพัฒนาศูนย์การเรียนรู้ให้กับชุมชน แต่เมื่อเข้าปี 2561 เราจึงเปลี่ยนเป็น “CAT Digital Come Together” เพื่อสอดคล้องกับนโยบาย Thailand 4.0 ที่เน้นการขับเคลื่อนกิจการเพื่อสังคม เพราะเราเชื่อว่าเทคโนโลยีกับการทำเกษตรสามารถไปด้วยกันได้จึงเกิดเป็น Smart  Farm หรือเกษตรอัจฉริยะ” ตัวแทนทีมงานจากฝ่ายประชาสัมพันธ์และสื่อสารองค์กร เล่าถึงจุดเริ่มต้นของโครงการ CAT Digital Come Together ที่เกิดจากแนวพระราชดำริกับเทคโนโลยี Internet of Things (IoT)

 

Internet of Things (IoT) กับระบบรดน้ำอัจฉริยะเพื่อการเกษตร

ทางทีมงานของ CAT CSR ได้มีการสำรวจความต้องการหรือปัญหาของเกษตรกรจึงพบว่า ปัญหาใหญ่ ๆ ของเกษตรกรไทยคือเรื่องระบบการรดน้ำในแปลงใหญ่ แต่เดิมการรดน้ำจะต้องเสียค่าใช้จ่ายในการจ้างคน เสียเวลาในการให้น้ำ ดังนั้น การมีเทคโนโลยีระบบการรดน้ำอัจฉริยะจะช่วยลดระยะเวลาและลดค่าใช้จ่ายในการจ้างคน เกษตรกรจึงสามารถนำเวลาที่เหลือกับเงินตรงส่วนนี้ไปต่อยอดทำธุรกิจ ด้วยการปลูกพืชพรรณชนิดอื่นๆ นำผลผลิตมาแปรรูป สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าของตัวเอง ซึ่งระบบการปล่อยน้ำอัตโนมัติของ IoT สามารถควบคุมได้ด้วยสมาร์ตโฟน เพื่อให้เป็นไปตามแผนที่เกษตรกรวางไว้ โดยทางโครงการได้เข้าไปติดตั้งระบบการจัดการน้ำในพื้นที่ปลูกพืชของโรงเรียนเทศบาล 3 บ้านต่ำบุญศิริ จังหวัดนครนายก

 

พยากรณ์หน้าดิน

หากเกษตรกรจะปลูกพืชอะไรซักอย่าง เขาต้องทำการศึกษาในเรื่องของดิน สภาพอากาศของพื้นที่นั้น แต่เกษตรกรขนาดเล็กจะขาดข้อมูลตรงนี้  ซึ่งอาจจะเกิดความเสี่ยงอย่างมากในการเพาะปลูก ดังนั้นเทคโนโลยี Internet of Things (IoT) จึงถูกพัฒนามาช่วยในการตรวจสอบสภาพหน้าดินก่อนการตัดสินใจเพาะปลูก และยังช่วยตรวจสอบสภาวะอากาศที่เหมาะต่อการเก็บเกี่ยวผลผลิต เพราะเมื่อก่อนเกษตรกรไม่มีทางรู้ได้เลยว่า วันไหนฝนจะตก แดดจะออก หรือสภาพอากาศจะเป็นอย่างไร โดยการทำงานของเทคโนโลยีตัวนี้จะเป็นระบบเซ็นเซอร์ที่จะประเมินสภาพสิ่งแวดล้อม สภาพอากาศของพื้นที่นั้นแล้วส่งข้อมูลกลับไปยังสมาร์ตโฟนของเกษตรกรได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

การส่งต่อความรู้สู่ชุมชน

นอกจากนี้ทีมโปรแกรมเมอร์ของ CAT ได้เข้าไปให้ความรู้เรื่องเทคโนโลยีระบบการรดน้ำอัจฉริยะนี้แก่เด็กนักเรียนของโรงเรียนเทศบาล 3 สอนให้รู้จักทุกกระบวนการตั้งแต่เรียนรู้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ ทำความเข้าใจเกี่ยวกับ Internet of Things เพื่อการเกษตร จากนั้นสอนเขียนโปรแกรมเขียนโค้ด จวบจนทำคำสั่งการรดน้ำติดตัวเป็นความรู้เพื่อนำไปช่วยพัฒนาการเกษตรของครอบครัวอีกทั้งยังสามารถต่อยอดสู่สิ่งที่นักเรียนสนใจในอนาคต เกิดเป็นอาชีพได้อีกด้วย

“CAT รู้สึกภูมิใจที่ได้เข้าไปช่วยเหลือเกษตรกรเพื่อให้พวกเขามีชีวิตที่ดีขึ้น และในขณะเดียวกันพวกเราก็รู้สึกดีใจที่มีจิตอาสามากมายที่มีความเชี่ยวชาญด้านโปรแกรมเมอร์ และด้านการเกษตร อาสามาเข้ามาร่วมพัฒนาระบบ Internet of Things หรือ IoT ร่วมกับ CAT เพราะปลายทางของการพัฒนาเทคโนโลยีนี้ คือ ลดความเหลื่อมล้ำให้เกษตรกรไทย”

และนี่ก็คือ ประโยชน์ของ Internet of Things (IoT) กับการทำเกษตร ในแบบฉบับของ CAT ภายใต้โครงการ CAT Digital Come Together

ฟาร์มเห็ด ซีการ์เดนท์ | จากอาชีพเสริม ต่อยอดมาสู่ธุรกิจฟาร์มเห็ดอัจฉริยะ

 

การนำเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตมาบวกกับความคิดสร้างสรรค์ หรือเรียกกันคุ้นหูว่าระบบ IoT (Internet of Things) เข้ามามีบทบาทในการทำเกษตรยุคใหม่มากขึ้น ด้วยประโยชน์ สามารถเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และอำนวยสะดวกสบายแก่เกษตรกรได้เป็นอย่างดี แถมยังไม่มีข้อจำกัดเหมาะกับการทำเกษตรในทุกรูปแบบหากนำไปประยุกต์ใช้อย่างเหมาะสม อย่าง ฟาร์มเห็ดซี การ์เดนท์สมุทรปราการ แรกเริ่มเพาะเห็ดไว้เพียงบริโภค แต่ธุรกิจกลับประสบความสำเร็จจากการผสมผสานระหว่างอุตสาหกรรมและเกษตรกรรม คิดต่อยอดธุรกิจท่อทองแดงชิ้นส่วนเครื่องปรับอากาศ ขยายไลน์มาเป็นธุรกิจเกษตร เพาะเห็ด ก่อนจะพัฒนามาเป็นสมาร์ตฟาร์ม สร้างบ้านเห็ดอัจฉริยะ โดยใช้ระบบรดน้ำผ่านแอปในมือถือ  จนสามารถขึ้นแท่นเป็นวิสาหกิจชุมชนและศูนย์เรียนรู้ฟาร์มเห็ดซี การ์เดนท์สมุทรปราการ ได้อย่างในวันนี้

 

 

จาก”อุตสาหกรรมเครื่องจักร” สู่ “เกษตรกรรมทำมือ” 

คุณจีระศักดิ์ ถิระศุภศรี เจ้าของฟาร์มเห็ด สมุทรปราการ เล่าให้ฟังถึงที่มาของการทำธุรกิจในวันนี้ว่า เรียนวิศวกรอุตสาหการ จึงมีความรู้ค่อนข้างกว้างทั้งทางด้านงานเครื่องกล งานไฟฟ้า งานอิเล็กทรอนิกส์ จบมาทำงานวิศวกรบริษัทมิตซูบิชิ อยู่ 5 ปี จึงเปลี่ยนไปเป็นวิศวกรฝ่ายขาย อยู่ 10 ปีได้มีโอกาสพบลูกค้าหลากหลายธุรกิจจนกระทั่งวันหนึ่งพบลูกค้าที่กำลังมองหาซัพพลายเออร์ ผลิตท่อทองแดงชิ้นส่วนเครื่องปรับอากาศ เลยขอแบบมาลองผลิตดูส่งกลับไปปรากฏว่าคุณภาพผ่าน ราคาผ่าน จึงได้เปิดบริษัทผลิตท่อทองแดงชิ้นส่วนเครื่องปรับอากาศ ซึ่งกลายเป็นธุรกิจหลักหาเลี้ยงครอบครัวมาตลอดเวลา 10 ปีนี้ ถึงปัจจุบันนี้ กิจการไปได้ดีเติบโตต่อเนื่อง

 

 

 

เริ่มต้นจากจุดแข็ง

“เมื่อกิจการอยู่ตัวแล้ว เราเริ่มมองหาสิ่งใหม่เพื่อประยุกต์ต่อยอดกับธุรกิจเราต่อไปอีก จึงมามองว่า ประเทศไทยมีจุดแข็งด้านการเกษตร เรามีพืชผัก เรามีสินค้าเกษตร มากมาย  ทำอย่างไรเราถึงจะเอาจุดแข็งของประเทศไทย มาผสมผสานกับเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่เรามีความชำนาญ มาประยุกต์เข้าด้วยกันเพื่อให้เป็นการเกษตรสมัยใหม่ เอาองค์ความรู้ทางด้าน วิศวกรรมมาใส่ในการเกษตร เพื่อที่จะให้เกษตรกรหรือประชาชนที่สนใจสามารถเอาภูมิปัญหาตรงนี้ไปประยุกต์ใช้ได้” คุณจีระศักดิ์ อธิบายถึงจุดเริ่มต้นฟาร์มเห็ด

 

 

เห็ดตอบโจทย์ธุรกิจ ผลผลิตทันใจ

เมื่อเรามาศึกษา พืชทางการเกษตร ปรากฏว่า ไม้ยืนต้น  ใช้เวลานาน ไม้ล้มลุกก็ใช้เวลานาน 2-3 เดือน แต่เราอยากทำอะไรที่ได้ผลตอบแทนเร็ว จึงมาคิดถึง เห็ด เมื่อ4 ปีก่อน คนไทยหันมามองสุขภาพมากขึ้น เห็ด จึงเป็นพืชที่ตอบโจทย์การทำฟาร์มของเรา

“เห็ดจะออกดอกให้ผลผลิตรุ่นแรก ภายใน 5 – 10 วัน  เก็บเกี่ยวผลผลิตได้เลย เมื่อเก็บเกี่ยวผลผลิตรอบแรกแล้วรุ่นต่อไปก็ไม่เกิน 2 สัปดาห์ ก็เก็บเกี่ยวได้อีก สะดวกและรวดเร็ว   เหมือนกับเราไปซื้ออาหารฟาสฟู๊ด คือได้ทานในเวลารวดเร็วเหมาะสำหรับเกษตรกรที่อยากจะได้เห็ดไปเป็นพืชเสริม”

 

 

พัฒนาบ้านเห็ดอัจฉริยะรดน้ำผ่านมือถือ

จากที่ทำก้อนเห็ด นางฟ้าภูฐาน นางรมฮังการี เห็ดขอน  และเห็ดฟาง จึงคิดต่อยอดเอาความรู้ที่มีมาพัฒนาเป็นโรงเรือนเห็ด เรียกว่า “บ้านเห็ด (สำเร็จรูป)” เป็นโรงเรือนแบบน็อคดาวน์ ไขน็อตยึดน็อตแค่ 6 ตัว สามารถประกอบเป็นโรงเรือนได้เลย ภายในจะมีระบบรดน้ำเป็นแบบมินิสปริงเกอร์ให้เกษตรกรหรือชาวบ้านที่สนใจซื้อไปเอาเพียงแค่สายยางในบ้านต่อเข้ากับบ้านเห็ด แล้วเปิดก๊อกน้ำ น้ำก็สามารถเป็นฝอยเป็นละอองในบ้านเห็ดแล้ว แล้วใช้มินิสปริงเกอร์ช่วยประหยัดน้ำ

 

“เราเอาเทคโนโลยีของสมาร์ตฟาร์มมาใช้ คือ การรดน้ำเราสามารถรดน้ำผ่านมือถือได้เลยโดยใช้แอปพลิเคชัน ตั้งเวลารดน้ำอัตโนมัติผ่านมือถือของเรา เรา มีเวลานอน ไม่ต้องตื่นมารดน้ำ มีระบบรดน้ำอัตโนมัติ ทำงานเกษตรกรไม่จำเป็นว่า ไม่ไหนไม่ได้! เราใช้เทคโนโลยีมาช่วย โรงเรือนของที่นี่มีประมาณ 10 กว่าโรงเรือน เราใช้ระบบอัจฉริยะทั้งหมด”

 

จุดที่เราจะติดตั้งโรงเพาะเห็ด หากมีสัญญาณ  wi-fi หรือสัญญาณมือถือ  เราสามารถเชื่อมต่อเข้ากับมือถือ  และสามารถรดน้ำจากที่ต่างๆได้แม้ในต่างประเทศได้ ด้วยเวลามาตรฐานที่เราตั้งไว้อยู่แล้ว “อนาคตเราจะพัฒนาคือใช้โซลาร์เซลล์ ใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์   เอาไฟจากแบตเตอร์รี่มาใช้ควบคุมการทำงานของอุปกรณ์ของเรา ทำให้เราไม่จำเป็นต้องใช้ไฟฟ้าเลย”

 

 

 

คนเมืองก็เพาะเห็ดได้ ใช้พื้นที่น้อย

คุณจีระศักดิ์ กล่าวว่า  คนเมืองสามารถเพาะเห็ดได้ เพราะใช้พื้นที่น้อย  เราสามารถวางก้อนเห็ดในแนวสูงได้ เหมือนคอนโดมิเนียม สมมติว่าเรามีโรงเรือน 5 คูณ 6 เมตร เราก็สามารถเพาะเห็ดได้ถึง 5,000 – 6,000 ก้อน สินค้าก้อนเห็ดของเราใส่อาหารถึง 6 อย่างผสมเข้าไป  เพื่อให้เกษตรกรได้ผลผลิตต่อรุ่นต่อดอกให้มีน้ำหนักเยอะ มีปริมาณต่อรุ่นเยอะ

 

 

ขึ้นแท่นวิสาหกิจชุมชน-ศูนย์เรียนรู้ฟาร์มเห็ด

คุณอุทัยวรรณ บอกบุญธรรม ผู้จัดการดูแลกิจการฟาร์มเห็ด ซีการ์เดนท์ กล่าวว่า กิจการฟาร์มเห็ดถูกจัดให้เป็นวิสาหกิจชุมชนและศูนย์เรียนรู้ฟาร์มเห็ดซี การ์เดนท์ บางพลี สมุทรปราการ เปิดโอกาสให้เกษตรกรและผู้สนใจเข้ามาเรียนรู้ ต่อยอดเสริมธุรกิจ สร้างอาชีพให้แก่บุคคลทั่วไปได้ โดยไม่จำกัด  “แม้ว่า ธุรกิจฟาร์มเห็ดเป็นธุรกิจเสริมของบริษัท เพราะมีสัดส่วนรายได้ 30% ในขณะที่ธุรกิจท่อเหล็กทองแดงมีสัดส่วนรายได้ 70% แต่คุณจีระศักดิ์ เจ้าของฟาร์ม มีใจรักด้านการเกษตรและอยากพัฒนาให้เกษตรไทยก้าวหน้าทันสมัยและเกษตรกรไทยสบายขึ้นด้วยระบบเทคโนโลยี” คุณอุทัยวรรณกล่าว

 

ทิ้งเมืองกรุงมุ่งสู่พื้นที่ที่ไม่รู้จักเพื่อเริ่มต้นอาชีพเกษตรยุค IoT ของครอบครัวสิมศรี

 

ก่อนจะเป็นลุงสนั่น เกษตรกรที่เปิดพื้นที่แปลงผักให้เป็นพื้นที่เรียนรู้การทำเกษตรด้วยเทคโนโลยี Internet of Things. (IoT) ก่อนจะมาทำอาชีพเกษตรในอดีตเขาคือคนที่อ่านหนังสือไม่ถนัดและใช้โทรศัพท์เป็นแค่โทรเข้าและรับสายเพียงเท่านั้น โดยลุงสนั่นเล่าให้ฟังว่า ลุงกับภรรยาและลูกสาวเป็นคนต่างจังหวัดก่อนจะย้ายมาทำงานที่กรุงเทพกว่า 20 ปี ซึ่งลุงสนั่นนึกย้อนให้ฟังถึงช่วงเวลาที่ทำมาหากินอยู่ที่กรุงเทพถือเป็น ชีวิตที่ลำบาก แต่ก็ยังโชคดีที่มีภรรยาและลูกสาวอยู่เคียงข้าง กระทั่งวันหนึ่งเจ้านายได้ซื้อสวนที่วังน้ำเขียวเพื่อปลูกผัก และพอลุงสนั่นรู้เข้าเลยขอเจ้านายไปเฝ้าสวน ด้วยความไว้ใจของเจ้านายจึงตกลงให้ลุงสนั่นย้ายไป เฝ้าสวน ลุงสนั่นจึงพาภรรยาไปด้วยกัน แต่ทว่าลูกสาวยังคงทำงานประจำที่กรุงเทพ

 

 

“ชีวิตที่นั่นลำบากมาก เพราะเราไม่รู้จักใครสักคน เวลานอนก็นอนกันในเต็นท์ ฝนตกแต่ละครั้งก็ลำบาก แต่พวกเราก็มีความสุข เพราะผมเองก็รักการทำเกษตร ครอบครัวของผมก็ประกอบอาชีพเกษตรกร เมื่อได้มาอยู่กับสวน อยู่กับธรรมชาติ พวกเรามีความสุขกว่าชีวิตที่กรุงเทพ พอเวลาผ่านมาได้ 8 เดือน ผมคิดว่าอยากจะมีสวนเป็นของตัวเอง เลยถามเจ้านายว่าพอจะมีที่ดินขายให้บ้างไหม ซึ่งเจ้านายก็ตอบว่า งั้นเอาที่ดินที่ลุงเฝ้าไปแล้วกัน ผมก็เลยลาออกแล้วเริ่มต้นชีวิตเกษตรกรอย่างจริงจังกับภรรยา”

 

 

“ผมกับภรรยาเริ่มเตรียมที่ดิน 10 แปลง โดยใช้เวลา 13 เดือน เพื่อให้เหมาะกับการปลูกผัก พอถึงกำหนดเราก็เอาผักมาลง ผลปรากฏว่า ผักออกมาสวย แต่ช่วงแรกไม่รู้จะขายที่ไหน กระทั่งมีพี่ที่รู้จักมารับซื้อผัก แต่ผักบางส่วนก็เอาไปแลกเป็นขี้หมูเพื่อทำปุ๋ย แต่ผมคิดอยากจะทำผักปลอดสารพิษเลยไปเข้าร่วมโครงการส่งเสริมกสิกรรมไร้สารพิษอันเนื่องมาจากพระราชดำริวังน้ำเขียว ซึ่งที่โครงการเขามีการเรียนการสอน แต่ผมเองอ่านหนังสือไม่ออก เลยให้ลูกสาวมาช่วยงาน” เมื่อลุงสนั่นต้องการความช่วยเหลือ ลูกสาวอย่างคุณศุจินันท์ สิมศรีเลิศสุภา จึงตัดสินใจลาออกจากงานประจำที่กรุงเทพแล้วออกเดินทางมาอยู่กับลุงสนั่นและป้าทิพวรรณ เพื่อมาประกอบอาชีพเกษตร ร่วมกับคุณพ่อและคุณแม่

 

 

“พอเรามาถึงสวนผักของคุณพ่อ ก็มีการแบ่งหน้าที่กันทำงาน เราจะรับหน้าที่พัฒนา คุณพ่อจะทำหน้าที่ดูแลสวน ส่วนคุณแม่จะทำเรื่องบัญชี ซึ่งเราอยากจะบอกว่าพื้นเพเราเป็นคนชอบเรื่องการทำเกษตรมาตั้งแต่เด็ก ๆ เพราะก่อนจะย้ายไปอยู่กรุงเทพ คุณพ่อคุณแม่ทำเกษตรมาโดยตลอด ซึ่งพอเข้ามหาลัยเราก็อยากเรียนเกษตรแต่คุณพ่อคุณแม่ไม่สนับสนุน” คุณศุจินันท์ สิมศรีเลิศสุภา กล่าวย้อนถึงช่วงเวลานั้น

 

 

“ช่วงแรกเป็นอะไรที่เหนื่อยมาก เพราะต้องแบกปุ๋ย ทำนู่นทำนี่ แต่เราก็มีความสุขเพราะได้ทำงานร่วมกับครอบครัวและได้ทำในสิ่งที่เราชอบ แล้วก็เข้าโครงการงเสริมกสิกรรมไร้สารพิษอันเนื่องมาจากพระราชดำริวังน้ำเขียว ที่นั่นสอนเกี่ยวกับการทำเกษตรอินทรีย์ เพื่อปลูกผักปลอดสารพิษ กระทั่งโครงการ CAT DIGITAL COME TOGETHER มาเยี่ยมสวนผักของคุณพ่อ และเขาเห็นถึงความลำบาก เลยถามกับคุณพ่อว่าอยากได้รับความสะดวกสบายไหม เพราะเขาจะนำเทคโนโลยีมาให้ คุณพ่อก็ตอบตกลง ทาง CAT ก็เริ่มนำระบบรดน้ำ IoT มาติดตั้งที่สวน ซึ่งช่วยอำนวยความสะดวกสบายเป็นอย่างมาก ประหยัดทั้งเวลาและแรงงาน เพราะถ้าใช้คนอาจจะช้าลง แต่ระบบอัตโนมัติสามารถช่วยประหยัดเวลาของเราได้มาก สามารถสั่งการได้ด้วยมือถือ” คุณศุจินันท์ สิมศรีเลิศสุภา กล่าวถึงการเข้าร่วมโครงการ CAT  DIGITAL COME TOGETHER

 

 

“ทาง CAT ส่งโปรแกรมเมอร์มาสอนการใช้เทคโนโลยี ผมรู้สึกว่ามันไม่น่ากลัว แต่น่าตื่นเต้น ถึงแม้จะไม่เคยใช้ แต่เราก็ไม่คิดว่าจะทำไม่ได้ ต้องเรียนฝึกฝนเอา เพื่อที่จะสบายขึ้นในอนาคต เพราะการนำเทคโนโลยี Internet of Things. (IoT) เข้ามาช่วย มันดีที่เร็วขึ้นกว่าเดิม ถ้าใช้คนอาจจะช้าลง แต่ระบบอัตโนมัติสามารถช่วยประหยัดเวลาของเราได้มาก การเป็นเกษตรกรถึงรายได้อาจจะได้น้อยแต่ว่าเราก็มีความสุขที่เราได้ทำ ได้ดูแลเอง” ลุงสนั่นกล่าวทิ้งท้ายด้วยรอยยิ้ม โดยปัจจุบันสวนผักปลอดสารพิษของลุงสนั่นได้กลายเป็นศูนย์เรียนรู้การทำเกษตรแบบสมาร์ทฟาร์มเมอร์  (Smart Farmer) แก่เกษตรกรท่านอื่นได้เข้ามาศึกษาและเรียนรู้ เพื่อความอยู่รอดของเกษตรกรไทย และที่สำคัญอาชีพเกษตรจะได้รับความสนใจมากขึ้น

10 วิธีการทำเกษตรยุคใหม่

 

มีเหตุผลมากมายที่จะนำวิธีการทำการเกษตรยุคใหม่ ที่เป็นยุคของเกษตรอัจฉริยะ หรือ Smart Farm มาใช้ในการทำเกษตรเชิงพาณิชย์ หรือแม้แต่การทำการเกษตรในท้องถิ่น เมื่ออินเทอร์เน็ตเข้ามามีส่วนสำคัญในการเก็บรวบรวมข้อมูล อุตสาหกรรมหลักอย่างการเกษตร ก็ย่อมจะได้รับประโยชน์ไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการเก็บและตรวจสอบข้อมูลด้านต่างๆ เช่น การเก็บข้อมูลความชื้นในดิน, อุณหภูมิและความชื้นในอากาศ, และความเข้มของแสงแดด ในหลายๆ พื้นที่ ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้น้ำ และการเก็บเกี่ยวผลผลิตในฟาร์มขนาดใหญ่ รวมถึงท้องถิ่นด้วยเช่นกัน ในขณะที่ประชากรในโลกเพิ่มขึ้น ผลผลิตทางการเกษตรและอาหารก็จำเป็นต้องเพิ่มขึ้นตามไปด้วย เมื่อการเก็บข้อมูลเชิงลึก มีเครื่องมือตรวจวัดต้นทุน แม่นยำ และมีเทคโนโลยี Internet of Things. (IoT) เข้ามาร่วมก็จะเป็นตัวช่วยเพิ่มประสิทธิภาพผลผลิตได้เป็นอย่างดี และนี่คือประโยชน์ที่จะได้รับจากการทำการเกษตรยุคใหม่

 

  1. ได้ผลผลิตเพิ่มขึ้น –จากการปลูกและดูแลที่ถูกต้องเหมาะสม อย่างเช่น การให้น้ำ, ปริมาณสารเคมีที่ใช้ และอัตราการเก็บเกี่ยวที่ตรงกับอัตราการผลิต

 

  1. การอนุรักษ์น้ำ – เครื่องตรวจวัดสภาพความชื้นดิน และสภาพอากาศ จะช่วยในเรื่องการใช้น้ำ เฉพาะตอนที่จำเป็นเท่านั้น

 

  1. มีระบบการรายงานผลแบบทันที ตลอดเวลาและมีข้อมูลการผลิตแบบเชิงลึก – เกษตรกรสามารถเห็นระดับการผลิต ความชื้นในดิน ความเข้มของแสงอาทิตย์และอื่นๆ ได้ในเวลาจริง และจากระยะทางไกลๆ เพื่อนำมาประกอบในกระบวนการตัดสินใจได้แบบทันที

 

  1. ลดต้นทุนในการดำเนินงาน –กระบวนการอัตโนมัติต่างๆ ทั้ง การปลูก, การดูแลรักษา และการเก็บเกี่ยว สามารถลดต้นทุนในการใช้ทรัพยากรในภาพรวมลงได้

 

  1. เพิ่มคุณภาพการผลิต – ผลวิเคราะห์คุณภาพการผลิตและความสัมพันธ์ในการเก็บรักษา สามารถสอนให้เกษตรกรปรับกระบวนการเพื่อเพิ่มคุณภาพของผลิตภัณฑ์ได้

 

  1. มีการประเมินผลที่ถูกต้องแม่นยำ – มีการติดตามผลอัตราการผลิตได้อย่างแม่นยำ แถมยังได้รายละเอียดเกี่ยวกับการทำนายผลผลิตในอนาคตด้วย

 

  1. ช่วยพัฒนาการทำฟาร์มปศุสัตว์ –ทั้งเซนเซอร์และเครื่องมือต่างๆสามารถนำมาใช้ในการตรวจสอบการผลิต และป้องกันโรคต่างๆ ที่เกิดกับสัตว์ในอดีต รวมถึงเทคโนโลยีจีโอเฟนซิ่ง ก็จะช่วยพัฒนาในเรื่องการติดตามสิ่งมีชีวิตและการบริหารจัดการ

 

  1. ลดผลกระทบที่มีต่อสภาพแวดล้อม – ถือว่าได้ผลดีเต็มทั้งอัตราการใช้น้ำที่ลดลง และได้ผลผลิตต่อแปลงเพิ่มขึ้น ซึ่งนี่ถือว่าส่งผลที่ดีมากต่อสภาพแวดล้อม

 

  1. การตรวจสอบแบบระยะไกล – เกษตรกร สามารถดูแลพื้นที่ทางการเกษตรได้ทั่วโลก เพียงแค่ใช้อินเทอร์เน็ตในการเชื่อมต่อ โดยสามารถดูได้ตามเวลาจริงจากทุกหนทุกแห่ง

 

  1. การตรวจสอบอุปกรณ์ – เครื่องใช้อุปกรณ์ทั้งหลายสามารถตรวจสอบได้จากปริมาณผลผลิต ประสิทธิภาพในการทำงานของคนงาน และก็การทำนายที่ผิดพลาด

 

และนี่คือ 10 วิธีการทำเกษตรยุคใหม่ ก้าวหน้าพารวยในแบบนักธุรกิจยุคดิจิตอล ที่ใช้เทคโนโลยี Internet of Things. (IoT) เข้ามาช่วยในการทำเกษตร สู่การเป็นเกษตรอัจฉริยะ

 

 

แปลข้อมูลจาก : https://www.c2m.net

คุยกับทายาทศูนย์กสิกรรมธรรมชาติโป่งแรด สู่การรับช่วงต่อโรงเรียนเกษตรอินทรีย์

 

 

 

ทายาทศูนย์กสิกรรมธรรมชาติโป่งแรด

หากให้นึกถึงภาพชีวิตการทำเกษตรกรรม คุณมีภาพนั้นอย่างไร ? ภาพของการก้มหน้าก้มตาปาดเหงื่อ ขุดดิน ใส่ปุ๋ย หลังสู่ฟ้าหน้าสู่ดิน ต้องใช้แรงทำทุกอย่างด้วยตัวเอง หรือเป็นภาพของคนแก่ ผิวดำกร้าน ใส่เสื้อเก่าๆ หรือเปล่า

ถ้าภาพของคุณยังเป็นเช่นนั้น ลองมาทำความรู้จักกับเธอคนนี้ คุณนุ่ม วรเพชร วงษ์เจริญ ภาพในความทรงจำของคุณจะเปลี่ยนไปทันที จากอดีตวิศวกรสาว ดีกรีปริญญาโทวิศวกรรมซอฟแวร์ ที่ได้ตัดสินใจลาออกจากการเป็นพนักงานออฟฟิศ มาเป็นเกษตรกรอินทรีย์เต็มขั้น ปลดล็อกความเครียดจากเมืองใหญ่หวนคืนบ้านเกิดกลับมาใช้ชีวิตใหม่ที่เธอเลือก ภาพรอยยิ้มของเธอปนไปด้วยความสุข ขณะยืนอยู่ข้างแปลงผัก สั่งการรดน้ำด้วยโทรศัพท์มือถือไปพลาง ก็ตอบแชทผู้คนที่ติดต่อมาทางช่องทางออนไลน์ด้วยความรวดเร็ว เธอใช้ความรู้ด้านเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่มีมาผสมผสานกับภูมิปัญญารุ่นปู่ย่าต่อยอดสู่การทำเกษตรให้ง่าย ได้ผลที่คุ้มค่ากว่าที่ผ่านมา และพร้อมจะมาบอกเล่าส่งต่อความรู้ด้านการทำเกษตรอินทรีย์สู่เพื่อนเกษตรกรและคนมีฝันกันแบบฟรีๆ ในที่แห่งนี้ “ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติโป่งแรด จังหวัดจันทบุรี ”

 

จุดเริ่มต้น…วิถีเกษตรอินทรีย์

ทุกความสำเร็จย่อมปฏิเสธไม่ได้ว่า ครอบครัวมีส่วนสำคัญในการเป็นแรงผลักดันและแรงสนับสนุนไปสู่เป้าหมาย เช่นเดียวกับคุณนุ่มที่เธอมีครอบครัวเป็นรากฐานการขับเคลื่อนชีวิตเกษตรอินทรีย์ในวันนี้ “ที่บ้านเป็นเกษตรกรตั้งแต่รุ่นทวดรุ่นโบร่ำโบราณที่ดินก็เป็นมรดกตกทอดกันมา เดิมทีที่บ้านก็ทำเคมีตามที่คนอื่นๆ เค้าทำกัน แต่ด้วยคุณพ่อ หรืออาจารย์ธีระ วงศ์เจริญ ทำงานในเรื่องของงานวิชาการเกษตรอยู่แล้ว พ่อก็มองว่าอยากให้มีศูนย์การเรียนรู้เกษตรอินทรีย์ที่ จ.จันทบุรี เพื่อจะได้ใช้เป็นสถานที่ถ่ายทอดความรู้ด้านต่างๆ ให้กับเกษตรกร ทางครอบครัวเห็นว่าที่ดินของคุณป้าแปลงนี้แหละเหมาะที่จะตั้งศูนย์เรียนรู้ซึ่งคุณป้าเองก็เห็นว่าเป็นประโยชน์เลยแบ่งที่ดินให้ 5 ไร่ โดยงบที่ใช้สร้างศูนย์เรียนรู้ สร้างโรงเรือนภายในศูนย์ก็เป็นของพ่อและป้า แต่ก็มีงบประมาณของรัฐบาลมาบ้าง เช่น งบประมาณของเกษตรจังหวัดเราก็เอามาจัดสรรว่าสามารถรับผู้อบรมได้สูงสุดเท่าไหร่ แต่ก็มีบ้างที่งบไม่เพียงพอ เราก็ใช้เงินส่วนตัวออกไปบ้าง เพื่อให้เกิดศูนย์เรียนรู้เกษตรอินทรีย์นี้ขึ้นมาและเปิดอบรมให้เกษตรกรโดยไม่ได้คิดค่าใช้จ่าย”

 

 

แหล่งผลิตคนอินทรีย์

การผันตัวเองจากการทำเกษตรเคมีมาเป็นเกษตรอินทรีย์ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องใช้บทพิสูจน์และความ แน่วแน่ตั้งใจจริง และยิ่งการต้องเปลี่ยนแปลงเพื่อมาเป็นลายแทงให้คนอื่นได้เดินตามนั้นยิ่งยาก และนั่นคือบทพิสูจน์ที่ครอบครัวคุณนุ่มได้ผ่านพ้นมาจนกลายเป็นศูนย์เรียนรู้ที่สามารถผลิตคนอินทรีย์มาแล้วหลายต่อหลายรุ่น “หลังจากนั้นเรามีศิษย์จบจากศูนย์เราไปหลายรุ่น หลายๆ คนที่ไปทำสวนเกษตรอินทรีย์อย่างจริงจัง และทำได้จบประสบความสำเร็จและอีกหลายคนที่เรียนรู้เพื่อไปเป็นอาจารย์ บางคนก็เป็นจิตอาสาที่กลับมาสอน แต่บางคนยึดติดว่า ถ้าทำสวนอินทรีย์จะทำให้มังคุดลาย ทุเรียนจะไม่สวย ผักจะต้องเป็นรู แต่ถ้าเราศึกษาให้ลึกลงไป เราจะรู้วิธีว่า ถ้าเจอโรคแมลงแบบนี้ และเราต้องการให้ผักมีรสชาติแบบนี้ ให้มังคุดสวย มะม่วงผิวมัน ทุเรียนลูกสวยเราจะต้องใช้น้ำหมักอะไร หรือใช้วิธีของกสิกรรมธรรมชาติ เกษตรอินทรีย์อย่างไรที่บ้านตอนเลิกใช้สารเคมีใหม่ๆ ช่วง 2 ปีแรกผลผลิตหดลง เป็นช่วงเวลาวัดใจว่าเราเข้มแข็งจริงๆ แต่พอพ้น 2 ปีนั้นมาได้ ดินเราฟู ไส้เดือนเราอวบ วิธีการของเราคือดูแลจากดินก่อน เลี้ยงดินให้ดินเลี้ยงพืช พอดินมันดี ทุกอย่างก็จะค่อยๆ ดีขึ้นมาเอง” คนทำเกษตรอินทรีย์ต้องมีการวางแผนวิธีคิดอย่างมาก  เพราะมันไม่เหมือนเคมีที่จะหยิบมาใช้ได้เลย ทุกอย่างมันต้องผ่านการบ่มเพาะทางความคิดล่วงหน้าว่าจะทำอะไร คนที่จะทำเกษตรอินทรีย์จริงๆ ต้องใจรัก  เพราะมันไม่ง่ายต้องใช้ความอดทนและแน่วแน่จริงๆ “

 

 

 

คุณค่าในตัวเอง…คุณค่าของเกษตรอินทรีย์

แม้ในวันนี้การทำเกษตรอินทรีย์จะเป็นงานหลักที่สร้างความภาคภูมิใจให้กับคุณนุ่ม แต่สิ่งที่เธอพบว่าคุณค่าของตัวเธอมีมากกว่าที่เธอเคยคิดมาก่อน นั่นคือเมื่อเธอก้าวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการถ่ายทอดความรู้ด้านเกษตรอินทรีย์ให้กับเกษตรกรที่สนใจจากทั่วประเทศเดินทางมาหาความรู้จากศูนย์เรียนรู้แห่งนี้ “รู้สึกดีที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของที่นี่ มีความสุขทุกครั้งที่ได้ถ่ายทอดความรู้ให้กับลูกศิษย์ ส่วนตัวเราก็ไม่หยุดนิ่งเรียนรู้พัฒนาอยู่ตลอดเช่นกัน เพื่อจะได้นำความรู้ใหม่ๆ มาถ่ายทอด ที่นี่เราสอนหลายอย่างไม่ว่าจะเป็น น้ำหมักเจ็ดรส บันไดเก้าขั้น ของใช้ในบ้าน เช่น สบู่ น้ำยาซักผ้า หรือแม้แต่การทำบัญชีครัวเรือนเราก็สอน  และตอนนี้เรายังมีการเอาน้ำมะปี๊ดซึ่งเป็นพืชพื้นเมืองของจันทบุรีมาทำเครื่องสำอางแต่เราทำในระดับที่พิเศษกว่าโดยเรามีทีมที่ปรึกษาจากอาจารย์สวนดุสิตมาช่วยวิจัยในเรื่องการสกัดสารออกมาทำเป็นเครื่องสำอางที่ดี นอกจากนี้เปลือกมะปี๊ดที่เหลือจากการทำเครื่องสำอาง เราเอามาทำเป็นน้ำหมัก เพื่อใช้ไล่แมลงได้ ซึ่งคนที่ทำสวนอินทรีย์จะรู้ว่าทุกอย่างในสวนเราใช้ได้หมด อย่างช่วงที่สับปะรดราคาถูก  เราเอามาทำน้ำยาซักผ้าได้ เพราะสารในสับปะรดช่วยทำให้ผ้าขาว ถ้าเราทำสวนเกษตรอินทรีย์ อะไรๆ ก็มีค่า”

ก้าวผ่านเกษตรแบบดั้งเดิมสู่เกษตรยุค 4.0

การทำเกษตร หรือการทำเกษตรอินทรีย์ไม่ใช่เรื่องยาก หากเราเปิดใจเรียนรู้ นี่คือสิ่งที่คุณนุ่มยืนยันด้วยตัวเธอเอง จากคนที่ไม่เคยทำเกษตรมาก่อน แต่เมื่อต้องมาเริ่มต้นวิถีเกษตรอินทรีย์เธอก็พร้อมเรียนรู้ ลองผิด ลองถูก ที่สำคัญเธอเปิดใจรับฟังความรู้จากคนรุ่นเก่า ภูมิปัญญาและประสบการณ์ที่คุณค่ามาผสมผสานกับความรู้สมัยใหม่กลายเป็นความลงตัวที่งดงาม “การทำเกษตรแบบดั้งเดิมต้องใช้แรงงานคน ดูอากาศ ดูความชื้นในดิน เพื่อประเมินว่าจะรดน้ำใส่ปุ๋ยเมื่อไหร่ แต่เมื่อเทคโนโลยีเข้ามา มันช่วยประหยัดเวลา ประหยัดแรงงานในการทำเกษตรลงไปได้เยอะ หมดปัญหาเรื่องคนงานลาป่วย ลดปัญหาจำนวนแรงงานได้ ทำงานได้ทุกที่ทุกเวลา ด้วนระบบเซ็นเซอร์ในดิน การวัดความชื้นอากาศ ผ่านเว็ปไซต์ อีกทั้งเรายังสามารถมองเห็นผักในโรงผักผ่านกล้องที่ติดไว้ได้ อีกทั้งหลังคาสองชั้น คอลโทรลแสงแดดได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าพอเทคโนโลยีเข้ามา ความรู้เราจะไม่ได้ถูกใช้นะ เรายังต้องใช้ความรู้ควบคุมสิ่งพวกนี้อีกที”

 

ปัจจุบันคุณนุ่ม วรเพชร วงษ์เจริญ  ได้ใช้ความรู้และประสบการณ์การทำงานด้านเทคโนโลยีเป็นทุนเดิม ทดลองนำความรู้ในการทำแปลงผักมาพัฒนาร่วมกัน ผนวกกับโครงการ CAT Digital Come Together ได้เข้ามาช่วยสนับสนุนด้านเทคโนโลยีเพื่อการเกษตรให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ทำให้เธอสามารถนำองค์ความรู้และอุปกรณ์ต่างๆ ไปใช้ต่อยอดในการทำเกษตร อบรมให้ความรู้แก่เกษตรกรคนอื่นๆ ได้ต่อไปเป็นวงจรของเกษตรกรที่ทำให้การทำเกษตรกรรมยั่งยืนต่อไปในอนาคต

 

 

Smart Farm วิชาเกษตรยุคดิจิตัล ที่ใช้เทคโนโลยีเชื่อมต่อโอกาส

         ในยุคที่สังคมออนไลน์เข้ามามีบทบาทกับชีวิตของเราทุกคน หรืออาจจะเรียกได้ว่าเป็นสังคมหลักของใครหลายคน ที่วันนึงอาจจะไม่ได้เจอหรือพบปะกับใครมากมาย แต่กลับติดต่อสื่อสารกับผู้คนในโลกออนไลน์ทุกชั่วโมง แทบทุกนาที เพื่อ “การขยายโอกาส” และ “เติมเต็มศักยภาพ” การใช้ชีวิตของตัวเอง วันนี้สังคมออนไลน์ไม่ได้มีไว้เป็นเพียงแค่ช่องทางการติดต่อสื่อสารเพียงเท่านั้น แต่เติบโตขึ้นเป็นสังคมที่ครอบคลุมทุกมุมมองของชีวิต และมีศักยภาพเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ที่ยิ่งใหญ่ ดังจะเห็นได้จากกลุ่มชุมชนต้นแบบ หรือกลุ่มเกษตรกรยุคใหม่ ที่ต่างใช้สังคมออนไลน์ในแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ ใช้เป็นเครื่องมือสร้างพลังความเข้มแข็งให้กับชุมชนของตนเอง นี่คือภาพสะท้อนให้เห็นถึงการใช้เทคโนโลยีการสื่อสารเพื่อการเชื่อต่อโอกาสมากมายอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

 

บทบาทของสังคมออนไลน์

เมื่อพูดถึงชาวนาชาวไร่ หลายคนก็จะนึกถึงภาพเกษตรการที่ใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติ กับผืนไม้ใบหญ้า ภูมิปัญญาชาวบ้าน ส่วนเมื่อเอ่ยถึงสังคมออนไลน์เรามักจะนึกถึงหน้าจอสมาร์ทโฟน หรือคอมพิวเตอร์ แต่มาถึงวันนี้ ธรรมชาติกับ IT ไม่ใช่เรื่องไกลกันอีกต่อไป เพราะสื่อออนไลน์ได้กลายเป็นศูนย์รวมความรู้และสังคมเกษตรกรที่ขับเคลื่อนนวัตกรรมการเกษตร ทำให้เกิดการเรียนรู้เทคนิคการเกษตรจากกันและกันได้อย่างง่ายดายแม้อยู่คนละอำเภอ คนละจังหวัด คนละประเทศ เมื่อก่อนเทคโนโลยี IoT การเกษตรอาศัยความรู้เฉพาะทาง เป็นศาสตร์ของวิศวกรคอมพิวเตอร์ ช่างกล ช่างยนต์ และนักวิจัย แต่ปัจจุบันโลกออนไลน์ของเราเปิดกว้างให้ทุกคนเป็นส่วนหนึ่งของห้องเรียนเทคโนโลยี Internet of Things. (IoT) ทางการเกษตรจึงเป็นความรู้ที่เกษตรกรทุกคนนำมาใช้ได้

 

 

ขอบคุณภาพจาก Agricultural Technology  | ขอบคุณภาพจาก IG: commercialsolarguy       

 

         การทำสวนผลไม้ใต้แผงโซลาร์เซลล์ หลายคนฟังเฉยๆอาจจะนึกภาพไม่ออก แต่เมื่อเพจสาธารณะเช่น “เกษตรอัจฉริยะ – Smart Farm” นำความรู้จากประเทศญี่ปุ่นมาแปลและย่อยเป็นภาษาไทยให้เข้าใจง่ายพร้อมภาพประกอบ ก็ทำให้เราเรียนรู้ได้รวดเร็ว ว่าพลังแสงอาทิตย์ที่ตกลงบนพืชผลการเกษตรนั้น สามารถนำมาผลิตกระแสไฟฟ้าเพื่อใช้ในไร่และครัวเรือนไปควบคู่กัน เป็นการลดต้นทุนทางการเกษตร หรืออีกเรื่องที่เพจนำเสนออย่างการทำเกษตร 3 มิติ (3D Agriculture) ในประเทศจีน ซึ่งเป็นการจัดสรรพื้นที่ในแนวดิ่งเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานพื้นที่ที่มีอยู่อย่างจำกัด ก็เป็นอีกเรื่องที่อาจฟังดูเฉพาะทาง แต่เมื่อตกลงมาอยู่ในโลกออนไลน์ มีคนใกล้ตัวแชร์มา เราก็เริ่มให้ความสนใจกลับไปอย่างไร้ขีดจำกัด ไหนจะเป็นความรู้อีกมากมายเกี่ยวกับระบบเซ็นเซอร์ ที่สามารถควบคุมความชื้น อุณหภูมิ จุลินทรีย์ได้โดยไม่ต้องให้มนุษย์ควบคุมวันละหลายๆครั้ง แค่เพียงบทความหรือคลิปนั้นผ่านตา นวัตกรรมนั้นก็กลายเป็นความรู้ใกล้ตัวพร้อมใช้ไปโดยปริยาย

 

สังคมเกษตรเข้มแข็งด้วยเทคโนโลยี 

         เนื่องจากประเทศไทยยังมีการเติบโตทางภาคอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง จำนวนเกษตรกรและแรงงานภาคเกษตรจึงลดลงไปบ้างช่วงปี 2551-2557 แต่ต่อมาเกษตรกรไทยมีแนวโน้มจะเพิ่มจำนวนขึ้น ส่วนหนึ่งต้องยกให้ความสำเร็จทางเทคโนโลยีการเกษตรไทย ที่ทำให้เกษตรกรรมไทยยุคใหม่ไม่ต้องหวังพึ่งโชคชะตา ลมฟ้าอากาศ และการเข้ามาของวัชพืช แต่สามารถควบคุมความชื้น อุณหภูมิ และชีวภาพในดินได้ด้วยระบบทดสอบอัตโนมัติต่างๆ บวกกับความเชื่อมโยงที่เพิ่มขึ้นของภาคภาคเกษตรและภาคอุตสาหกรรม ทำให้เกษตรกรรมมีเสถียรภาพความมั่นคงที่เพิ่มขึ้น เป็นเส้นทางอาชีพให้คนพึ่งตัวเองได้อย่างยั่งยืน

 

 

         ตอนนี้ประเทศไทยเรามีการใช้ระบบเซ็นเซอร์รดน้ำควบคุมความชื้น ควบคุมอุณหภูมิ ผลิตพลังงานทดแทน ควบคุมคุณภาพผลิตผล การจัดการกับศัตรูพืชด้วยเทคโนโลยีเกษตรอินทรีย์ ทำให้คนจำนวนมากที่เกิดและโตบนพื้นที่ชนบทที่สมบูรณ์ กลับมาร่วมพัฒนาผืนแผ่นพื้นที่สีเขียวที่ตนเติบโตมาและผูกพัน ภูมิปัญญาชาวบ้านและแนวพระราชดำริเกษตรทฤษฏีใหม่ ที่มุ่งใช้ประโยชน์สูงสุดของพื้นที่อยู่แล้ว เมื่อผสานกับเทคโนโลยี Internet of Things. (IoT) และการประมวลผลทางดิน น้ำ อากาศ ปัญหาโรคและศัตรูพืช จึงสร้างความได้เปรียบทางธุรกิจให้กับเกษตรกรรมไทย ท่ามกลางความตื่นตัวกับการนำเทคโนโลยี และการใช้แนวคิดเกษตรแบบครบวงจรมาใช้ไม่ว่าจะในเรื่องของการบริหารจัดการพื้นที่เกษตรกรรม แรงงาน ทุน การเพาะปลูก เพาะเลี้ยง และผลิตวัตถุดิบ รวมไปจนถึงการแปรรูปให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภค เพื่อให้เป็นไปตามระบบมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหาร ก่อนนำมาซึ่งความเป็นเกษตรกรมืออาชีพ วางแผนในเชิงธุรกิจ พร้อมแบ่งปันบทเรียนแก่สาธารณะดังตัวอย่างที่เห็นสื่อสังคมออนไลน์อย่าง ไร่รื่นรมย์ จ.เชียงราย โมเดลของเกษตรกรรุ่นใหม่ที่นำความรู้เทคโนโลยีแนวคิดเกษตรแบบครบวงจรมาใช้ได้อย่างสมบูรณ์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของบริหารจัดการพื้นที่ การแปรรูปให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภค และที่สำคัญคือการผสมผสานความสมัยใหม่ให้สอดคล้องกับรากเหง้าของชุมชนได้ยังลงตัว นำไปสู่การแบ่งปันแก่สังคม  กลายเป็นเกษตรกรมืออาชีพที่ได้ทั้งผลผลิตที่งดงาม และรางวัลมากมายเป็นเครื่องการันตีความสำเร็จ เมื่อเป็นเช่นนี้อีกไม่นานเราคงจะได้เห็นคนรุ่นเก่าและรุ่นใหม่ที่เห็นพลังและโอกาสจาการใช้เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาททำให้ในสังคมเกษตรเข้มแข็งต่อไป

 

ใครว่า Smart Farm เป็นเรื่องของเกษตรกร

         เมื่อสังคมการเกษตรเป็นส่วนหนึ่งของสังคมออนไลน์ในโลกกว้าง เกษตรกรรมจึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของเกษตรกรและผู้ใช้แรงงานอีกต่อไป แต่เป็นเรื่องของพวกเราทุกคน เพราะทุกคนย่อมบริโภคผลิตผลทางการเกษตรไม่ว่าจะมากหรือน้อย ทั้งที่เกิดจากการเก็บเกี่ยวและการแปรรูป สังคมออนไลน์ปัจจุบันทำให้คนทั่วไปสามารถเข้าถึงและเข้าใจเกษตรกร ดังนั้นปัญหาภัยแล้ง น้ำหลาก ผลประกอบการ ที่เกษตรกรประสบ จึงเป็นปัญหาที่ไม่ได้ถูกแบกรับไว้เพียงกลุ่มเกษตรกร แต่เป็นปัญหาที่คนทั่วไปร่วมกันคิด ให้กำลังใจ และแก้ไข เมื่อวงของเกษตรกรและวงของผู้ประกอบการเชื่อมต่อบนโลกออนไลน์เป็นวงเดียวกัน ความเหลื่อมล้ำที่เคยเกิดจากความไม่รู้ ความไม่เท่าทันจึงก็เปลี่ยนไปเป็นการหันหน้าเข้าหากัน หาข้อตกลงที่ได้ประโยชน์ร่วมกันทุกฝ่าย ทั้งยังมีเพื่อนเกษตรกรบนโลกออนไลน์อีกจำนวนมากที่พร้อมให้ความรู้ ให้คำปรึกษา

 

         ถ้ามองในบางมุม สังคมการเกษตรออนไลน์ถือเป็นสังคมหนึ่งที่ไว้ใจได้มากเลยทีเดียว เพราะกลไกออนไลน์ ซึ่งเปิดให้คนทั่วไปเข้ามามีส่วนร่วมและแสดงความคิดเห็น เป็นกลไกที่ช่วยเป็นหูเป็นตาจากการการกำหนดราคาอย่างไม่เป็นธรรม หรือการโฆษณาเกินจริง ตอนนี้ไม่ใช่เพียงนายทุนที่มีอำนาจต่อรองทางการค้า การโฆษณา หรือการผูกขาด แต่ใครๆที่ทำธุรกิจทางการเกษตรก็สามารถแสดงสินค้าและสื่อสารกับผู้บริโภคได้โดยตรง พร้อมกับแสดงความรับผิดชอบเป็นผู้ควบคุมคุณภาพ สร้างความเชื่อถือให้กับกลุ่มลูกค้าทั่วไป

 

พลังจากก้อนเมฆสู่การเชื่อมต่อโอกาส

วันนี้ ข้อมูลข่าวสารทุกด้านมารวมกันอยู่ในโลกออนไลน์อย่างไร้ขีดจำกัด ถ้าเปรียบก็คงไม่ต่างไปจากก้อนเมฆที่ลอยอยู่เต็มท้องฟ้า การ “แชร์” ถ้าแปลตรงตัวว่าเป็นการ “แบ่งปัน” จึงมีพลังที่สร้างผลกระทบกับผู้รับมากมาย และอาจเป็น “จุดเปลี่ยน” ของใครหลายคนได้เลยทีเดียว เพราะคุณอาจไม่รู้ ว่าสิ่งที่คุณอ่านเพียงผ่านตาหลายๆ เรื่อง อาจจุดประกายให้คุณลุกขึ้นมาทำอะไรบางอย่างที่เปลี่ยนชีวิตคุณได้เลย วันนี้ความรู้ด้าน IoT การเกษตร หรือ Smart Farming อาจเป็นความรู้ที่จำกัดอยู่ในวงการการเกษตร ซึ่งผู้สนใจทำเกษตรเสาะหาได้อย่างไม่ยากนัก แต่อีกไม่นานด้วยความเชื่อมต่อของทุกแวดวงบนโลกออนไลน์ IoT และ Smart Farming อาจเป็นคำที่ใช้ในวงกว้าง เป็นเรื่องที่ไม่ว่าใคร อายุเท่าไหร่ คนเมืองหรือคนชนบท นักศิลปะหรือนักวิทยาศาสตร์ก็ให้ความสนใจ และช่วยกันคิด ช่วยกันพัฒนาต่อไปเพื่อส่วนรวม

 

ฟาร์มสุข ฟาร์มผักไฮโดรโปนิกส์ | กับการใช้นวัตกรรม และ IoT ในการปลูกผักไฮโดรโปนิกส์

คุณแพง จุฑาวรรณ อุ้มชู เจ้าของธุรกิจ “ฟาร์มสุข ผักไฮโดรโปนิกส์”

หลายธุรกิจเกิดขึ้นได้จากความหลงใหลของผู้ก่อตั้ง และหลายธุรกิจก็เกิดขึ้นจากความบังเอิญ หรือการมองเห็นโอกาส เช่นเดียวกันกับธุรกิจฟาร์มผักไฮโดรโปนิกส์ของคุณแพง จุฑาวรรณ อุ้มชู ที่ธุรกิจของเธอในวันนี้เกิดขึ้นจากการนำทั้งสองสิ่งมารวมกัน ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในชีวิตไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เราเป็นคนกำหนด

โรงเพาะปลูกผักไฮโดรโปนิกส์

“ส่วนตัวเราเป็นคนชอบกินผัก กินสลัดมาก เพราะเราได้รับการปลูกฝังเรื่องกินผักมาตั้งแต่ยังเล็ก และที่สำคัญการกินผักมันก็ช่วยเรื่องสุขภาพ เราก็เลยกินผักเรื่อยมาชนิดที่ว่าไม่เลือก กินได้ทุกชนิด” คุณแพงบอกเล่าถึงความชื่นชอบส่วนตัวก่อนจะมาเป็นเจ้าของฟาร์ม  แต่จุดเริ่มต้นที่ทำให้เธอหันมาทำธุรกิจเกิดขึ้นจากความบังเอิญของเธอ

 

โดยก่อนที่เธอจะมาทำธุรกิจ ครั้งหนึ่งเธอเองก็เป็นพนักงานโรงงาน แต่เมื่อทำไปได้ช่วงเวลาหนึ่งเธอลาออกและกลับไปที่จังหวัดสงขลาพร้อมกับสามี กระทั่งวันหนึ่งเธอสังเกตเห็นว่าพื้นที่ข้างบ้านของเธอเป็นพื้นที่ว่าง เธอจึงคิดว่าอยากจะหาอะไรมาทำให้พื้นที่ตรงนี้เกิดประโยชน์ เธอจึงเปลี่ยนพื้นที่แปลงเล็ก ๆ เป็นโรงเรือนปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ จำนวน 2 โรงเรือน

 

“ช่วงแรกเราก็ปลูกผักไว้ทานเอง กระทั่งผักเรามีจำนวนมากเลยคิดที่อยากจะสร้างรายได้จึงนำไปวางขาย หลังจากนั้นก็เลยนำมาแปรรูปให้กลายเป็นสลัดโรล ซึ่งเราก็ตั้งชื่อว่า ฟาร์มสุข ผักไฮโดรโปนิกส์” เมื่อพนักงานโรงงานที่ไม่มีประสบการณ์ในการทำเกษตร ต้องพลิกชีวิตมาเริ่มต้นในสิ่งใหม่กับบททดสอบที่ต้องอาศัยการลองผิดลองถูกไม่น้อย  แต่ด้วยความไม่ยอมแพ้ และการพร้อมเปิดโอกาสให้ตัวเองเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ ทำให้ชีวิตของเกษตรกรหญิงท่านนี้มีตัวช่วยลดความยุ่งยากไปจากเดิม

 

 

“หลังจากก่อตั้งฟาร์สุข ได้มีโอกาสเข้าร่วมในโครงการ Young Smart Farmer ของจังหวัดสงขลา ซึ่งทางโครงการได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มีการพัฒนาเทคโนโลยีร่วมกัน โดยมีทางบริษัท CAT TELECOM ก็ได้เข้ามาร่วมสนับสนุนโครงการด้วยการนำกล่อง IoT หรือ Internet of Things มาให้เกษตรกรในพื้นที่ เราก็มีโอกาสได้ไปเข้าเรียนกับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ โดยส่วนตัวเรามีความสนใจอยู่แล้ว พอเราไปเรียนก็ทำให้เราเขียนโปรแกรมได้สามารถต่อยอดธุรกิจ เปลี่ยนการให้น้ำแทนการพ่นหมอก”

 

 

 

จากการมองเห็นโอกาสและการไม่หยุดเรียนรู้ ในวันนี้เธอก็สามารถเปลี่ยนแปลงผักเล็กๆ ให้กลายเป็นฟาร์มผักไฮโดรโปนิกส์” สถานที่ต้นแบบให้กับกลุ่มเกษตรรุ่นใหม่ในจังหวัดสงขลาได้เข้ามาศึกษาเรียนรู้การทำเกษตรยุคใหม่ เพราะเธอเชื่อว่าการทำเกษตรที่ดีเกิดจากการทำงานน้อยแต่ได้ผลลัพธ์มากขึ้นด้วยการจัดการองค์ความรู้ที่เรามีผสมผสานกับนำเทคโนโลยีให้เหมาะสมกับตัวเอง

 

 

“เมื่อทาง CAT ได้นำกล่อง IoT มาติดตั้งไว้ที่ฟาร์ม ก็ทำให้ชีวิตการทำเกษตรของเราเปลี่ยนไปมาก สร้างความสะดวกสบายในการทำงานอย่างเช่นเรื่องการรดน้ำ เพราะเราสามารถสั่งการได้ว่าจะรดน้ำกี่โมงเพียงแค่ใช้แอพพลิเคชั่นบนมือถือ ซึ่งต่างการทำเกษตรแบบเดิม ๆ คือต้องมีพื้นที่เยอะๆ ในการเพาะปลูก แต่ความจริงแล้วเราสามารถจัดสรรค์พื้นที่น้อยในการเพาะปลูกให้เหมาะสมกับตัวเราและต้นทุน กับเทคโนโลยีและองค์ความรู้ที่เรามีได้เช่นกัน” คุณแพงกล่าวทิ้งท้าย