CAT น้อมนำพระบรมราโชวาทในหลวงรัชกาลที่ 9 “หนังสือคือธนาคารความรู้” สานโครงการห้องสมุด IT สร้างความเท่าเทียมด้านเทคโนโลยี เพื่อพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน

CAT น้อมนำพระบรมราโชวาทในหลวงรัชกาลที่ 9 “หนังสือคือธนาคารความรู้”
สานโครงการห้องสมุด IT สร้างความเท่าเทียมด้านเทคโนโลยี เพื่อพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน

หนังสือเป็นการสะสมความรู้และทุกสิ่งทุกอย่างที่มนุษย์ได้สร้างมา ทำมา คิดมา แต่โบราณกาลจนทุกวันนี้ หนังสือจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ เป็นคล้ายๆธนาคารความรู้และเป็นออมสิน เป็นสิ่งที่จะทำให้มนุษย์ก้าวหน้าได้โดยแท้

พระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
พระราชทานแก่คณะสมาชิกห้องสมุดทั่วประเทศเข้าเฝ้าฯ
เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ.2514

ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และประจักษ์ว่าความรู้เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิต CAT น้อมนำพระบรมราโชวาทด้านการเรียนรู้ จึงได้สานต่อการดำเนินงาน “ธนาคารแห่งความรู้” หรือห้องสมุด ภายใต้โครงการ CAT สื่อสาร เรียนรู้ สู่ชุมชน พัฒนาศูนย์การเรียนรู้ชุมชนด้านไอที พร้อมถ่ายทอดและส่งเสริมความรู้ให้กับนักเรียนและประชาชนในชุมชน ควบคู่ไปกับหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยได้นำศักยภาพด้านการสื่อสารโทรคมนาคม มาใช้เป็นเครื่องมือผลักดันและกระตุ้นให้คนในชุมชนได้เข้าถึงแหล่งความรู้ที่ทันสมัย มีความเทียมเทียมในด้านเทคโนโลยี และประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์จริงในชีวิตประจำวัน จนสามารถต่อยอดไปสู่การสร้างอาชีพ เพิ่มรายได้ให้กับชุมชน สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

CAT พัฒนาศูนย์การเรียนรู้ด้านไอที  สร้างแรงบันดาลใจให้ชุมชน ยกระดับคุณภาพชีวิต
เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2560 ที่ผ่านมา ณ โรงเรียนบ้านใหม่รัตนโกสินทร์ อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง เป็นอีกหนึ่งโรงเรียนที่ CAT เข้าไปดำเนินโครงการ “หนึ่งจังหวัด หนึ่งห้องสมุด” ซึ่งเป็นการจัดกิจกรรมต่อเนื่องในปีที่ 10 โดยมี นายศรายุทธ์ อภิญญาวัชรกุล ผอ.(น) และทีม CAT CSR สำนักงานบริการลูกค้า กสท เขตเหนือ ร่วมในพิธีส่งมอบศูนย์เรียนรู้ CAT Learning Center ห้องโสตทัศนูปกรณ์สำหรับนักเรียน เพื่อใช้ถ่ายทอดการเรียนรู้ การสร้างทักษะการถ่ายทำ การบันทึกเสียง โปรแกรมตัดต่อ Ulead VDO Studio ซึ่งไม่เพียงจะเป็นการเปิดโอกาสให้นักเรียน ได้มีโอกาสพัฒนาความคิด ความรู้เชิงสร้างสรรค์ โดยใช้เทคโนโลยีและอุปกรณ์ที่สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตเป็นเครื่องมืออำนวยความสะดวกแล้ว ยังจะช่วยส่งเสริมให้นักเรียนเกิดแรงบันดาลใจในการต่อยอดแนวทางความรู้ทีได้รับ ให้เกิดผลลัพธ์ที่เหมาะสมในชุมชน และสิ่งสำคัญที่สุดคือสามารถตอบโจทย์ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเท่าเทียมในการเข้าถึงเทคโนโลยีสื่อสารโทรคมนาคมให้เกิดขึ้นในชุมชนได้อย่างแท้จริง

CAT ส่งมอบห้องสมุดไอที พลิกฟื้นผู้ประสบภัยน้ำท่วม
ผลกระทบจากอุทกภัยที่เกิดขึ้นเมื่อช่วงต้นปี 2560 ที่ผ่านมา ส่งผลให้หลายพื้นที่ทางภาคใต้ต้องเผชิญปัญหาภัยน้ำท่วมขังเป็นเวลานานและสร้างความเสียหายให้กับสถานที่ต่างๆ เป็นอย่างมาก เมื่อวันที่ 16-17 สิงหาคม 2560 ที่ผ่านมา ทาง CAT ได้มีส่วนสนับสนุนช่วยเหลือและเยียวยาชุมชนในพื้นที่ที่ประสบภัย โดย ดร.ยงยุทธ์ พุทธพฤกษ์ ผอ.(ต) และทีมงาน CAT CSR สำนักงานบริการลูกค้า กสท เขตใต้ ได้ลงพื้นที่ปรับปรุงฟื้นฟู ณ โรงเรียนมัธยมเกาะหมาก อำเภอปากพยูน จ.พัทลุง ซึ่งเป็นหนึ่งในโรงเรียนที่ได้รับผลกระทบ ด้วยการจัดทำห้องสมุดให้เป็น CAT Learning Center ศูนย์การเรียนรู้ เพื่อนักเรียนและชาวบ้านในชุมชน มีการติดตั้งระบบสารสนเทศ สร้างมุมห้องสมุดไอที นำบริการสื่อสารเทคโนโลยี พร้อมด้วยอุปกรณ์เครื่องคอมพิวเตอร์ หนังสือส่งเสริมความรู้ด้านไอทีครบครัน เพื่อให้ชุมชนได้ใช้ประโยชน์จากการสืบค้นข้อมูลจากศูนย์การเรียนรู้แห่งนี้เพิ่มมากขึ้น และสามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันให้พึ่งหาตนเองได้อย่างมีคุณภาพและยั่งยืน

CAT เพิ่มทักษะองค์ความรู้ด้านไอที ประยุกต์ให้ใช้งานได้จริง
ภายหลังจากทีม CAT CSR สำนักงานบริการลูกค้า กสท เขตใต้ ได้เข้าไปปรับปรุงฟื้นฟูห้องสมุด โรงเรียนมัธยมเกาะหมาก อำเภอปากพยูน จ.พัทลุง ให้เป็น CAT Learning Center ศูนย์การเรียนรู้แก่นักเรียนและชาวบ้านในชุมชน ได้ใช้ประโยชน์จากการสืบค้นข้อมูลจากศูนย์การเรียนรู้แห่งนี้เพิ่มมากขึ้น โดยเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2560 ที่ผ่านมา ทีม CAT CSR สำนักงานบริการลูกค้า กสท เขตใต้ ได้ขยายผลการดำเนินงาน CSR ด้วยการต่อยอดความรู้เชิงสร้างสรรค์เหมาะสมกับยุคดิจิทัล ให้แก่โรงเรียนเกาะหมาก จังหวัดพัทลุง และอีก 2 โรงเรียน คือ โรงเรียนพิมานพิทยาสรรค์ จังหวัดสตูล และโรงเรียนสะเดา ขรรค์ชัยกัมพลานนท์อนุสรณ์ จังหวัดสงขลา ในฐานะโรงเรียนต้นแบบศูนย์กิจกรรม CAT Learning Center ภายใต้ชื่อโครงการ “CAT ROBOT Start up Camp” ทางทีม CAT CSR ได้นำผู้เชี่ยวชาญด้านการเขียนโปรแกรมหุ่นยนต์ เพื่อพัฒนาการเรียนรู้เทคโนโลยีแก่นักเรียนที่สนใจ รวมทั้งขยายผลการพัฒนาแนวความคิดในการประดิษฐ์หุ่นยนต์เก็บขยะ หรือหุ่นยนต์สุนัขเฝ้าบ้าน ให้ใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่จะสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนได้สามารถเปิดโลกจินตนาการอย่างสร้างสรรค์ และนำมาขยายผลใช้งานได้จริงในอนาคต พร้อมเชื่อมโยงให้ก้าวสู่ดิจิทัล ไทยแลนด์ 4.0

CAT พัฒนาความรู้นวัตกรรมไอทีเพื่อสังคม ผ่านเครือข่ายสัญญาณครอบคลุมและเข้าถึงได้ง่ายต่อยอด CSV

CAT พัฒนาความรู้นวัตกรรมไอทีเพื่อสังคม ผ่านเครือข่ายสัญญาณครอบคลุมและเข้าถึงได้ง่ายต่อยอด CSV สร้างคุณค่าร่วมระหว่างธุรกิจและสังคมอย่างยั่งยืน
ตลอดช่วงเวลา 2-3 เดือน ทีมงาน CAT CSR ร่วมกันขับเคลื่อนกิจกรรม CAT Learning Center ภายใต้โครงการ “CAT สื่อสาร เรียนรู้ สู่ชุมชน” และใกล้ถึงเป้าหมายที่กำหนดไว้ตามแผนปี 2560 ด้วยเจตนารมณ์ที่มุ่งเน้นการใช้จุดเด่นศักยภาพขององค์กร เพื่อพัฒนา ปลูกฝัง และแลกเปลี่ยนการเรียนรู้ให้เกิดประโยชน์แก่ชุมชนและสังคม ยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนให้เข้มแข็ง พร้อมที่จะส่งต่อความสำเร็จอย่างยั่งยืน ขยายเครือข่ายองค์ความรู้สู่กลุ่มชาวบ้านในพื้นที่ชุมชนทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค

CAT ส่งมอบ  IoT สนับสนุนเกษตรทางเลือกใหม่ พร้อมขับเคลื่อน CSV ให้ยั่งยืน
ในการติดตามผลการจัดกิจกรรม CAT Learning Center ณ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาของชาวบ้าน โครงการกสิกรรมไร้สารพิษอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา  เมื่อวันที่ 6-7 กรกฎาคม 2560  “ทีมขายสีมาร้อยช่องชัยบุรินทร์” นำทีมโดย ชอ.(อน) คุณอาทิตย์ ใจดี และ CAT CSR ได้แนะนำอุปกรณ์ IOT นวัตกรรมดิจิทัลเพื่อเกษตรพอเพียงและถ่ายทอดความรู้ สาธิตการจัดการระบบน้ำโดยใช้ไอทีเข้ามาควบคุม ให้ชุมชน อ.วังน้ำเขียวได้เรียนรู้และเข้าถึงความรู้ด้านไอที จนนำไปสู่การพัฒนาความรู้ให้ประยุกต์ใช้ได้งานได้จริง ด้วยการให้ CAT เข้ามาสานต่อการบริหารจัดการระบบควบคุมการใช้น้ำในภาคเกษตร ให้สามารถใช้งานได้จริงบนพื้นที่ 500 ไร่ของชาวบ้าน  ด้วยการนำบริการโครงข่ายสื่อสัญญาณเข้าไปสนับสนุนการดำเนินงานในพื้นที่ อาทิ การให้บริการซิม my แบบเติมเงิน  ซื้อบัตรเติมเงิน my รวมถึงบริการ C internet ให้แก่ชุมชนพื้นที่  นับเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ช่วยสนับสนุนให้ชาวบ้านในชุมชนได้สามารถเข้าถึงเทคโนโลยี สามารถนำประโยชน์ด้านไอทีมาประยุกต์ใช้ให้เกิดผลสำเร็จที่ดีทั้งกับองค์กรและชุมชน นอกจากนี้ CAT CSR จะมีโครงการขยายผลต่อยอดองค์ความรู้ IoT ให้กับชุมชน อ.วังน้ำเขียว ในระยะต่อไปด้วย

อีกหนึ่งผลงานจากสำนักงานบริการลูกค้า กสท เขตตะวันออก และทีม CAT CSR สภ.(อ) ได้ลงพื้นที่เพื่อนำความรู้การทำเกษตรอินทรีย์โดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ บริหารจัดการและควบคุมการทำเกษตรกรรมให้กับนักเรียน บุคลากรในโรงเรียน ผู้ปกครอง และประชาชนในพื้นที่โรงเรียนเทศบาล 3 บ้านต่ำบุญศิริ อ.เมือง จังหวัดนครนายก เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2560 ที่ผ่านมา จนสามารถยกระดับไปสู่กระบวนการเรียนรู้พึ่งพาตนเองได้ โดยกลุ่มสมาชิกเหล่านี้ ได้มีส่วนร่วมในการเรียนรู้กระบวนการผลิตของใช้ต่างๆที่จำเป็นกับชีวิตประจำวัน ที่ได้จากผลิตผลในพื้นที่การเกษตรและวัตถุดิบแลกเปลี่ยนภายในชุมชนด้วยกันเอง อาทิ สเปรย์ตะไคร้ไล่ยุง สบู่ แชมพู น้ำมันนวด ซึ่งนอกจากจะทำใช้ภายในครัวเรือนแล้ว ยังได้มีการขยายโอกาสในการนำสินค้าที่ผลิตขึ้นได้มาจำหน่ายภายในกลุ่มสมาชิกและชุมชน ก่อให้เกิดรายได้และอาชีพให้กับกลุ่มสมาชิกเหล่านี้ สามารถใช้เป็นต้นทุนในการดำเนินงานการเรียนรู้พึ่งพาตนเองอย่างต่อเนื่อง และสิ่งสำคัญสุด คือ โรงเรียนเทศบาล 3 บ้านต่ำบุญศิริ ได้เข้ารับมอบโล่เกียรติคุณในฐานะโรงเรียนพอเพียงท้องถิ่นนำร่อง (Local Sufficiency School :LSS) จากกรมส่งเสริมการปกครองสู่ท้องถิ่น เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2560 ที่ผ่านมา นับเป็นความภาคภูมิใจในผลสำเร็จของการจัดทำกระบวนการเรียนรู้พึ่งพาตนเองได้อย่างมั่นคง

และอีกหนึ่งพื้นที่ที่ไม่ไกลจากนครหลวง บนพื้นที่แสมดำ ซอย 90 ถนนพระราม 2 กทม.ประกอบด้วยชุมชนโฟรโมสต์ และชุมชนทรัพย์สินพัฒนา เป็นอีกพื้นที่ภาคเกษตรที่ประสบปัญหาของดิน เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2560 ทีม CAT CSR โดยคุณศิริทิพย์ พงษ์พันธ์ ผู้ช่วยผู้จัดการฝายประชาสัมพันธ์และสื่อสารองค์กร ได้ร่วมกับชุมชนในการนำเอาศักยภาพด้านโครงข่ายของบริษัท เข้ามาแนะนำเพิ่มเติมองค์ความรู้ สาธิตการจัดการระบบน้ำโดยใช้ IOT และให้ความรู้เรื่องการแก้ไขปัญหาของดินเพื่อการเกษตรพอเพียง นำเสนอมุมมองวิธีคิด และวิธีการจัดการการทำเกษตรอินทรีย์ เกษตรทางเลือกใหม่ ในยุคไทยแลนด์ 4.0 เพื่อช่วยพลิกฟื้นพื้นดินและร่วมพัฒนาวิถีชุมชนภาคเกษตรกรรม ให้สามารถขับเคลื่อนไปได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน

CAT นำนวัตกรรมไอที พัฒนาศูนย์การเรียนรู้อินเทอร์เน็ต

CAT นำนวัตกรรมไอที พัฒนาศูนย์การเรียนรู้อินเทอร์เน็ตให้แก่ 3 พื้นที่ห่างไกล ส่งท้ายปี 2560
เพราะเราอยากเห็นประชาชนในชุมชนได้มีโอกาสเข้าถึงแหล่งข้อมูลความรู้ได้อย่างไม่มีข้อจำกัด ควบคู่ไปกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตให้เข้มแข็งอย่างยั่งยืน บมจ. กสท โทรคมนาคม ได้นำนวัตกรรม IT และความเชี่ยวชาญที่องค์กรมีความพร้อม ร่วมพัฒนาศูนย์การเรียนรู้ในพื้นที่ที่กันดารและห่างไกล ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูลต่างๆ ได้ ขยายโอกาสการเรียนรู้สู่ชุมชน เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาของเยาวชนให้สามารถเข้าถึงการเรียนรู้ที่มีคุณภาพได้อย่างเท่าเทียม รวมถึงส่งเสริมอาชีพเพิ่มรายได้ให้แก่ชุมชน สู่การพัฒนาวิถีชีวิตและคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน

CAT ร่วมกับโรงเรียนตระเวนชายแดน พัฒนาศูนย์การเรียนรู้ CAT Learning Center
เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2560 นายอาทิตย์ ใจดี ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักงาน บริการลูกค้า กสท  เขตตะวันออกเฉียงเหนือ บมจ. กสท โทรคมนาคม นำทีมจิตอาสา CAT CSR จัดกิจกรรม CAT Learning Center ร่วมกันพัฒนาศูนย์การเรียนรู้  ณ โรงเรียนตำรวจตระเวณชายแดน บ้านห้วยเวียงงาม หมู่ 8 ต.นายาง อ.นายูง จ.อุดรธานี  มีการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้านการทำเกษตรอินทรีย์ และถ่ายทอดความรู้ด้าน IT ในการบริหารจัดการและควบคุมการทำเกษตรกรรม ให้แก่นักเรียน บุคลากรในโรงเรียน ประชาชนในชุมชนและพื้นที่ใกล้เคียง รวมถึงแนะนำประโยชน์การใช้ Application สื่อโซเชียล อาทิ Facebook  LINE  Youtube  Twitter การเข้าถึงแหล่งข้อมูลความรู้ด้านอินเทอร์เน็ต อย่างถูกต้องและเหมาะสม ให้สามารถนำมาใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน และพึ่งพาตนเองได้อย่างแท้จริง

CAT จัดสร้างอาคาร “จิตศรัทธา 10” สานต่อหนึ่งจังหวัด หนึ่งห้องสมุด
อีกหนึ่งความร่วมมือของชาว CAT นำทีมโดย นายศรายุทธ์ อภิญญาวัชรกุล  ผู้อำนวยการสำนักงานบริการลูกค้า กสท เขตเหนือ พนักงาน ลูกจ้าง และทีมจิตอาสา CAT CSR ร่วมใจจัดกิจกรรมส่งมอบห้องสมุดในชื่ออาคาร “จิตศรัทธา 10”ต่อเนื่องเป็นปีที่ 10 ณ โรงเรียนบ้านลานตาเมือง ต.บ้านใหม่ไชยมงคล อ.ทุ่งเสลี่ยม จ. สุโขทัย เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2560 ที่ผ่านมา  เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนในชุมชนได้มีโอกาสพัฒนาขีดความสามารถและเข้าถึงแหล่งความรู้อย่างไม่มีข้อจำกัด พร้อมกันนี้ได้มอบอุปกรณ์การเรียนการสอน อุปกรณ์กีฬา ทุนการศึกษา รวมถึงจัดกิจกรรมฝึกอบรม เติมเต็ม
องค์ความรู้ด้านการใช้ IT ให้แก่นักเรียนและชุมชน ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งที่กระตุ้นให้ชุมชนตื่นตัวกับการใช้ไอทีในยุคดิจิทัล สามารถขยายผลสร้างอาชีพ นำไปสู่การเสริมสร้างรายได้ให้ชุมชนอย่างยั่งยืน


CAT เปิดประตูอินเทอร์เน็ตในพื้นที่ห่างไกลส่งมอบศูนย์การเรียนรู้ แหล่งที่ 15 ส่งท้ายปี
วันนี้อินเทอร์เน็ต ได้เป็นหนึ่งในปัจจัยพื้นฐานที่จะนำประชาชนเข้าถึงแหล่งข้อมูลความรู้อย่างไม่มีขีดจำกัด  แต่ขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล ที่ยังคงถูกจำกัดการเข้าถึงบริการโทรคมนาคมพื้นฐาน  CAT จึงได้พัฒนาโครงข่ายการสื่อสารในพื้นที่ดังกล่าว โดยเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2560 ที่ผ่านมา นายสิรภพ  มณีรัตน์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักงานบริการลูกค้า กสท เขตกลาง ร่วมด้วย พระครูวิชัยพัชรสถิต ดร. เจ้าอาวาสวัดราชพฤกษ์ เจ้าคณะตำบลแคมป์สน และนายปกรณ์  ตั้งใจตรง นายอำเภอเขาค้อ จ. เพชรบูรณ์ และทีมจิตอาสา CAT CSR ให้เกียรติในพิธีส่งมอบโครงการ “CAT Learning Center สนับสนุนห้องศูนย์การเรียนรู้อินเทอร์เน็ต” ณ วัดราชพฤกษ์ ตำบลหนองแม่นา อำเภอเขาค้อ จ.เพชรบูรณ์  นอกจากนี้ยังได้ส่งมอบอุปกรณ์เครื่องคอมพิวเตอร์ครบครัน ให้แก่ประชาชนในชุมชนได้แลกเปลี่ยนความรู้ เพื่อเกิดประโยชน์ส่วนรวมแก่สังคมและสามารถนำไปปรับใช้ในวิถีชีวิตท้องถิ่นได้อย่างเหมาะสม

บทสรุป ผลสำเร็จในการดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคม CAT CSR สร้างการรับรู้มากถึง 92 %
ตลอดปี 2560  CAT ได้ขับเคลื่อนกิจกรรมเพื่อสังคม CAT CSR อย่างครอบคลุมและทั่วทุกภูมิภาค ขณะเดียวกันได้ติดตามการรับรู้กิจกรรมด้วยการจัดทำแบบสอบถามเพื่อสำรวจการรับรู้การดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคม CAT CSR ปี 2560
จากกลุ่มตัวอย่าง 495 ตัวอย่าง แบ่งเป็น 1.) บุคคลภายนอกองค์กร (กลุ่มลูกค้า CAT, กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย และกลุ่มสื่อมวลชน) จำนวน 393 ตัวอย่าง 2.) บุคคลภายในองค์กร (พนักงาน CAT) จำนวน 102 ตัวอย่าง  โดยเก็บข้อมูลระหว่างวันที่ 1 -30 พฤศจิกายน 2560
ผลการสำรวจพบว่ากลุ่มตัวอย่างมีการรับรู้เกี่ยวกับการดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคม  CAT CSR ร้อยละ 92%  มาจากตัวอย่างบุคคลภายนอกองค์กร รับรู้การจัดดำเนินกิจกรรมฯ ร้อยละ 90 % และบุคคลภายในองค์กร รับรู้การจัดดำเนินกิจกรรมฯ ร้อยละ 97 %  สำหรับกิจกรรม CAT CSR ที่กลุ่มตัวอย่างบุคคลภายนอก รับรู้มากที่สุด คือกิจกรรม CAT Learning Center “นวัตกรรมดิจิทัลเพื่อเกษตรพอเพียง ร้อยละ 62%  และกิจกรรม CAT CSR ที่กลุ่มตัวอย่างบุคคลภายในองค์กร รับรู้มากที่สุด คือ CAT Learning Center “กิจกรรม IT สำหรับคนวัยเก๋า” ร้อยละ 83 %  ทั้งนี้กลุ่มตัวอย่างมีข้อเสนอแนะอื่นๆ หรือกิจกรรมที่ต้องการให้ CAT CSR ดำเนินการ อาทิ ทำกิจกรรมในด้านต่างๆ อาทิการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพ ด้านสุขภาพ ด้านการศึกษา ฯลฯ

ติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวของ CAT SCR ได้ที่ Website www.catcsr.com Facebook: CAT CSR

 

CSR หรือ CSV ดี

เท้าความกันสักเล็กน้อยว่า แนวคิดเรื่อง CSV ถูกบัญญัติขึ้นโดย ไมเคิล อี พอร์เตอร์ เจ้าสำนักทางด้านการพัฒนาขีดความสามารถทางการแข่งขัน (Competitiveness) และห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) ปรากฏเป็นครั้งแรกในบทความที่เขียนร่วมกับ มาร์ค เครเมอร์ ชื่อว่า ‘The Link Between Competitive Advantage and Corporate Social Responsibility’ ตีพิมพ์เมื่อเดือนธันวาคม ปี 2549 โดยให้คำนิยามไว้ว่า เป็นการพัฒนาเชิงสังคมในวิถีของการสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจด้วยรูปแบบทางธุรกิจ

 

 

นั่นหมายความว่า วิธีการสร้างคุณค่าร่วม ตามแนวทาง CSV ของพอร์เตอร์ จะต้องผนวกเข้ากับความสามารถในการแสวงหากำไรและการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันขององค์กร โดยใช้ทรัพยากรและความเชี่ยวชาญ (ที่เป็นเอกลักษณ์) ของกิจการในการสร้างให้เกิดคุณค่าทางเศรษฐกิจ ด้วยการสร้างคุณค่าทางสังคม

 

จุดยืนของพอร์เตอร์ในเรื่อง CSV ก้าวล้ำไปถึงขั้นที่บอกว่า เป็นการใช้วิถีทางของทุนนิยมในการแก้ไขปัญหาสังคม มิใช่การดำเนินตามมาตรฐานทางจริยธรรมและค่านิยมส่วนบุคคลอันแรงกล้าแต่ประการใด

 

และยังสำทับด้วยว่า CSV มิใช่การแบ่งปันคุณค่าที่เกิดขึ้นแล้วหรือมีอยู่แล้วให้แก่สังคมในรูปของการบริจาค มิใช่การสร้างสมดุลในผลประโยชน์ระหว่างผู้มีส่วนได้เสีย และที่สำคัญและท้าทายอย่างยิ่ง คือ CSV มิใช่เรื่องเดียวกันกับความยั่งยืน (Sustainability)

 

ได้ฟังดังนี้แล้ว ผู้บริหารหลายคน คงต้องกุมขมับคิดหลายตลบ หากจะตัดสินใจนำเอาแนวคิดเรื่อง CSV มาใช้แทนเรื่อง CSR ในองค์กร

 

ผมวิเคราะห์อย่างนี้ว่า การที่พอร์เตอร์ต้องการแสดงจุดยืนที่ชัดเจนในข้างต้น ประการแรก เกิดจากความล้มเหลวของการนำแนวคิด CSR ไปปฏิบัติให้เกิดผล โดยองค์กรธุรกิจไม่สามารถแสดงให้เห็นผลลัพธ์จากการดำเนินงาน CSR ในมุมที่สังคมได้รับการพัฒนาให้ดีขึ้น หรือประเด็นปัญหาสังคมต่างๆ ได้รับการดูแลป้องกันและแก้ไขด้วยความเป็น ‘บริษัทที่ดี’ (good company) มากไปกว่าการเป็น ‘บริษัทที่ทำการตลาดดี’ (good marketing) โดยใช้ CSR เป็นเครื่องมือสื่อสาร

 

ประการที่สอง หากอ่านบทความชิ้นแรกที่พอร์เตอร์กล่าวถึงเรื่อง CSV จะพบว่า การสร้างคุณค่าร่วม หรือ Shared Value ให้เกิดขึ้นนั้น จำต้องอาศัยการดำเนินความรับผิดชอบต่อสังคมเชิงกลยุทธ์ หรือ Strategic CSR นั่นหมายความว่า พอร์เตอร์เองยอมรับว่า CSV เกิดจาก Strategic CSR เพียงแต่ความพยายามในการนำเสนอแนวคิด Strategic CSR ในบทความชิ้นนั้น ไม่แรงพอที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ CSR ในองค์กร และไม่เด่นชัดพอที่จะทำให้เห็นความแตกต่างระหว่าง CSR ในแบบเดิม (ซึ่งพอร์เตอร์เรียกว่า Responsive CSR) กับ CSR ในแบบใหม่ หรือ Strategic CSR ที่เขาได้บัญญัติขึ้น ความพยายามในคำรบสองจึงเกิดขึ้นในบทความชื่อ ‘The Big Idea: Creating Shared Value’ ตีพิมพ์เมื่อเดือนมกราคม ปี 2554 และประสบผลสำเร็จกับคำว่า CSV มากกว่าคำว่า Strategic CSR

 

ประการที่สาม แม้ CSV บนฐานคิดของทุนนิยม ซึ่งมิได้มีรากมาจากเรื่องจริยธรรม จะถูกวิพากษ์จากภาคประชาสังคมอย่างกว้างขวาง (พอร์เตอร์เองก็คงคาดการณ์ไว้แล้ว) แต่เขาได้ชั่งน้ำหนักและประเมินแล้วว่า การที่จะให้ภาคธุรกิจรับแนวคิดดังว่านี้ไปปฏิบัติ จำเป็นต้องชี้ให้เห็นประโยชน์และความเชื่อมโยงต่อเรื่องที่ธุรกิจคาดหวัง นั่นคือ กำไรและความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งการตอบรับของภาคธุรกิจต่อแนวคิด CSV (ซึ่งก็คือ Strategic CSR) ถือเป็นบทพิสูจน์ในความกล้าหาญของพอร์เตอร์ได้เป็นอย่างดี (แถมยังสามารถเคลมในแบรนด์ CSV นี้ได้ในแบบเต็มๆ)

 

กล่าวโดยสรุป พอร์เตอร์นำแนวคิดเรื่อง Strategic CSR ที่เขากับเครเมอร์ ได้เคยเสนอไว้เมื่อปี 2549 มารีแบรนด์ใหม่ภายใต้ชื่อ CSV ในปี 2554

 

ฉะนั้น องค์กรที่บอกว่า ตนเองกำลังจะเปลี่ยนหรือยกระดับจาก CSR มาสู่ CSV ก็หมายความได้ว่า ท่านกำลังจะให้ความสำคัญกับการทำ Strategic CSR มากกว่า CSR ในแบบเดิมๆ ที่ท่านทำอยู่นั่นเอง

(บทความจาก www.thaicsr.com)

เริ่มต้น CSV ให้ถูกทาง

เรื่องการสร้างคุณค่าร่วม หรือ CSV ที่ Porter และ Kramer นำเสนอในบทความซึ่งตีพิมพ์ใน Harvard Business Review เมื่อปี 2554 นั้น เป็นแนวคิดที่มีรากฐานมาจากเรื่อง CSR ที่ทั้งสองท่าน ปรับแต่งเพื่อให้ตอบโจทย์ทางกลยุทธ์ในการดำเนินความรับผิดชอบต่อสังคมของภาคธุรกิจ เพื่อสร้างให้เกิดคุณค่าร่วมระหว่างองค์กรและสังคมไปพร้อมๆ กัน

 

จุดที่แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดระหว่าง CSR และ CSV คือ คุณค่าที่องค์กรได้รับในบริบทของ CSR นั้น เป็นเรื่องของการยอมรับ ภาพลักษณ์ ชื่อเสียง หรือปัจจัยที่นำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ขณะที่คุณค่าที่องค์กรได้รับในบริบทของ CSV จะเป็นเรื่องของการได้มาซึ่งความสามารถในการสร้างผลกำไรในระยะยาว

 

ส่วนจุดที่เป็นเอกลักษณ์ของ CSV คือ การขับเคลื่อนการพัฒนาหรือแก้ไขปัญหาสังคมในบริบทของ CSV จะมุ่งเน้นในเรื่องหรือประเด็นทางสังคมที่เปิดโอกาสให้เกิดการใช้ประโยชน์จากสินทรัพย์และจากความเชี่ยวชาญขององค์กรเป็นสำคัญ ขณะที่ในบริบทของ CSR การดำเนินความรับผิดชอบต่อสังคม จะครอบคลุมทั้งในเรื่องและประเด็นทางสังคมที่องค์กรต้องปฏิบัติตามกฎหมายเป็นพื้นฐาน รวมถึงเรื่องและประเด็นที่สังคมหรือผู้มีส่วนได้เสียของกิจการคาดหวังให้องค์กรดำเนินการ โดยไม่จำกัดว่าเรื่องนั้น องค์กรจะมีสินทรัพย์หรือมีความเชี่ยวชาญเป็นทุนเดิมอยู่หรือไม่ก็ตาม

 

ฉะนั้น การออกแบบความริเริ่มในการสร้างคุณค่าร่วม หรือ Shared Value Initiative องค์กรต้องคำนึงถึงหลักเกณฑ์ 3 ประการเป็นพื้นฐาน คือ

1)            ความริเริ่มนั้นต้องสร้างให้เกิดผลตอบแทนทางธุรกิจ

2)            ความริเริ่มนั้นต้องตอบสนองต่อประเด็นปัญหาหรือความจำเป็นทางสังคมที่จำเพาะเจาะจง (ไม่หว่าน กระจัดกระจาย หรือสะเปะสะปะ)

3)            ความริเริ่มนั้นต้องใช้สินทรัพย์และความเชี่ยวชาญขององค์กรให้เกิดประโยชน์อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผล

 

สำหรับองค์ประกอบที่ช่วยในการออกแบบความริเริ่มในการสร้างคุณค่าร่วม ประกอบด้วย

  • การสร้างเคสหรือแผนธุรกิจเพื่อตัดสินใจลงทุนดำเนินการโดยชี้ให้เห็นคุณค่าทางสังคมและคุณค่าทางธุรกิจที่คาดว่าจะได้รับ
  • การแสวงหาหุ้นส่วนดำเนินการภายนอกองค์กรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้และการปรับปรุงพัฒนาอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งเพื่อขยายพื้นที่ดำเนินการ
  • การระบุถึงกิจกรรมและเม็ดเงินลงทุนสำหรับการขับเคลื่อน
  • การจัดสรรทรัพยากรและการจัดการภายในองค์กรสำหรับรองรับการดำเนินความริเริ่ม
  • การติดตามวัดผลลัพธ์ทางธุรกิจและผลลัพธ์ทางสังคม

 

ในทัศนะของดิฉัน เห็นว่านัยของแนวคิด CSV ที่ถอดความได้จากการเข้าร่วมฝึกอบรมในครั้งนี้ คือ การวางรูปแบบของการทำธุรกิจที่นำประเด็นปัญหาสังคมมาเป็นโจทย์ร่วมในการคิดค้นและพัฒนาแนวทางการดำเนินธุรกิจขององค์กร โดยให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกับหุ้นส่วนภายนอกที่เป็นภาคประชาสังคมซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการมุ่งพัฒนาและแก้ไขปัญหาสังคมเป็นหลัก แตกต่างจากการดำเนินธุรกิจทั่วไป ซึ่งมีรูปแบบที่มุ่งตอบโจทย์ผลได้ทางธุรกิจเป็นหลัก โดยมีหุ้นส่วนซึ่งเป็นพันธมิตรในห่วงโซ่ธุรกิจที่มีวัตถุประสงค์ในการมุ่งแสวงหาผลกำไรเหมือนกัน

 

อันไปสอดคล้องกับที่ Mark Kramer ได้พูดกับผู้เข้าร่วมอบรม ซึ่งหลังจากนี้จะออกไปทำหน้าที่เป็นผู้ให้คำปรึกษาด้าน Shared Value เอาไว้ว่า “แนวคิด CSV เป็นเรื่องของการทำธุรกิจ เป็นเรื่องที่ธุรกิจต้องการดูแลแก้ไขปัญหาสังคมไปพร้อมกับการทำธุรกิจ CSV จึงเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างผลกำไรทางธุรกิจ”

 

แนวคิด CSV ไม่ได้ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อมาทดแทนเรื่อง CSR หรือเรื่องความยั่งยืน แต่ธุรกิจที่นำแนวคิด CSV มาใช้สามารถแสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบต่อสังคมผ่านการทำธุรกิจที่แต่ละองค์กรได้ใช้ความถนัดและความเชี่ยวชาญของตนเองอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผลสูง โดยมีแรงจูงใจจากผลตอบแทนทางธุรกิจเป็นตัวขับเคลื่อนในตัวเอง และไม่จำเป็นต้องอาศัยแรงกดดันจากภายนอก

 

จึงทำให้น่าติดตามต่อว่า ท้ายที่สุดแล้ว แนวคิด CSV ที่ใช้แรงจูงใจภายในด้วยผลกำไรทางธุรกิจ อาจจะมีความยั่งยืน และได้รับการตอบรับจากองค์กรธุรกิจมากกว่าเรื่อง CSR ที่มักอาศัยแรงกดดันภายนอกให้แสดงความรับผิดชอบเป็นตัวขับเคลื่อนได้หรือไม่

(บทความจาก www.thaicsr.com)

คุณค่าผสม กับการตลาดทางสังคม

ทุกวันนี้ ประเด็นเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคม หรือ CSR ได้ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญของธุรกิจ ถ้าหากองค์กรนั้นมีเป้าประสงค์ที่ต้องการตอบโจทย์ในเรื่องความยั่งยืน นอกเหนือจากเป้าการเติบโตที่เป็นโจทย์ในสนามการแข่งขันทางธุรกิจโดยปกติ

 

การจับตาแนวคิดใหม่ๆ ทาง CSR ที่เปลี่ยนแปลงไปตามปัจจัยแวดล้อมในแต่ละยุคสมัย จึงเป็นสิ่งจำเป็นต่อองค์กรธุรกิจในการกำหนดทิศทางและการวางกลยุทธ์ CSR ขององค์กรให้ทันกับสถานการณ์

 

แน่นอนว่า “ธุรกิจจะอยู่รอดไม่ได้ หากไม่มีกำไร” ขณะเดียวกัน “ธุรกิจก็ไม่สามารถประสบความสำเร็จได้ ในสังคมที่ล้มเหลว” การผสมผสานความสามารถในการสร้างรายได้ทางธุรกิจกับความรับผิดชอบต่อสังคม จึงเป็นคำตอบของการดำเนินธุรกิจในยุคที่ประเด็นความยั่งยืนกำลังเบ่งบาน

 

การดำเนินธุรกิจในลักษณะ “ประโยชน์ร่วม” หรือ “คุณค่าร่วม” อย่างเช่น แนวคิดของไมเคิล อี พอร์เตอร์ เรื่อง “Creating Shared Value หรือ CSV” (Porter, 2006) จึงมีพื้นที่เล่นในสนามธุรกิจเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ตราบเท่าที่ประโยชน์หรือคุณค่าที่แบ่งปันนั้นเป็นที่ยอมรับของทั้งสองฝ่าย

 

อย่างไรก็ดี แนวคิดนี้จะใช้ไม่ได้ผล หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งรู้สึกว่าถูกเอาเปรียบหรือไม่เป็นธรรม

 

แนวคิดที่น่าสนใจในการผสานประโยชน์ระหว่างธุรกิจและสังคมอีกแนวคิดหนึ่ง คือ “คุณค่าผสม” หรือ “Blended Value” (Emerson, 2000) ที่คำนึงถึงการสร้างคุณค่าทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ภายใต้กิจกรรมหนึ่งๆ ไปพร้อมๆ กันโดยไม่แยกส่วน

 

อย่างไรก็ดี แนวคิดนี้จะใช้ไม่ได้ผล หากคุณค่าที่เพิ่มเติมเข้ามา ไม่เป็นที่ต้องการของกลุ่มเป้าหมาย

 

ตัวอย่างของกิจกรรมทางการตลาดที่สร้างให้เกิดคุณค่าผสมนี้ ได้แก่ การตลาดที่เกี่ยวโยงกับประเด็นทางสังคม (Cause-Related Marketing) และการตลาดทางสังคม (Societal Marketing)

 

Cause-Related Marketing เป็นการอุดหนุนหรือการบริจาครายได้ส่วนหนึ่งจากการขายผลิตภัณฑ์เพื่อช่วยเหลือหรือร่วมแก้ไขประเด็นปัญหาทางสังคมจำเพาะหนึ่งๆ ซึ่งมักมีช่วงเวลาที่จำกัดแน่นอน หรือดำเนินการแบบจำเพาะผลิตภัณฑ์ หรือให้แก่การกุศลที่ระบุไว้เท่านั้น

 

กิจกรรมการตลาดที่จัดว่าเป็น CSR ชนิดนี้ องค์กรธุรกิจมักร่วมมือกับองค์กรที่ไม่มีวัตถุประสงค์หากำไรเพื่อสร้างสัมพันธภาพในประโยชน์ร่วมกัน ด้วยวิธีการเพิ่มยอดขายผลิตภัณฑ์ เพื่อนำเงินรายได้ไปสนับสนุนกิจกรรมการกุศลนั้นๆ ในขณะเดียวกันก็เป็นการเปิดโอกาสให้แก่ผู้บริโภคได้มีส่วนร่วมในการช่วยเหลือการกุศลผ่านทางการซื้อผลิตภัณฑ์โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายอื่นใดเพิ่มเติม

 

Societal Marketing เป็นการนำประเด็นทางสังคม (รวมถึงสิ่งแวดล้อม) มาเป็นเครื่องมือในการออกแบบและพัฒนากลยุทธ์การตลาดทางธุรกิจหรือเพื่อการพาณิชย์ โดยมุ่งหมายให้เกิดการซื้อหรือบริโภคสินค้าและบริการขององค์กร และกลุ่มเป้าหมายได้รับความพึงพอใจจากการบริโภคสินค้าและบริการ รวมทั้งส่งเสริมคุณภาพชีวิตหรือสภาพความเป็นอยู่ที่ดีในระยะยาว

 

ตัวอย่างของการตลาดทางสังคมในผลิตภัณฑ์ที่น่าจับตามองและคาดว่าจะก้าวขึ้นมาเป็นผู้ชี้นำการตลาดประเภทนี้ ได้แก่ รถยนต์ประหยัดพลังงาน (อีโคคาร์) ของค่ายนิสสัน มอเตอร์ กับ “นิสสัน ลีฟ” ซึ่งเป็นรถไฟฟ้าที่ได้รับการพัฒนาและอยู่ภายใต้แผนนิสสัน กรีน โปรแกรม 2016 ที่ต้องการเป็นผู้นำอันดับหนึ่งในตลาดรถยนต์ไร้มลพิษ หรือน้ำดื่มของค่ายน้ำทิพย์ที่มาในขวด “อีโค-ครัช” ลดการใช้วัตถุดิบพลาสติกลง 35% เมื่อเทียบกับบรรจุภัณฑ์แบบเดิม และเมื่อดื่มน้ำหมดแล้วสามารถบิดตัวขวดเพื่อลดพื้นที่ในการจัดเก็บ นำไปรีไซเคิลใหม่ได้ทั้งหมด

(บทความจาก www.thaicsr.com)

ระดับของ CSV ในภาคปฏิบัติ

“แนวคิด” เรื่อง Creating Shared Value หรือ CSV ที่ Michael E. Porter และ Mark R. Kramer นำเสนอไว้ เมื่อปี 2554 ผ่านทางบทความซึ่งตีพิมพ์ใน Harvard Business Review ปัจจุบัน กำลังถูกแปลงเป็น “แนวปฏิบัติ” ที่หลายองค์กรนำมาใช้ในการดำเนินธุรกิจเพื่อสร้างให้เกิดคุณค่าร่วมระหว่างองค์กรและสังคมไปด้วยกัน

 

จุดสำคัญของการสร้างคุณค่าร่วมตามนิยาม CSV ของ Porter และ Kramer คือ คุณค่าที่องค์กรและสังคมได้รับจากการดำเนินงานขององค์กร จะต้องเกิดขึ้นไปพร้อมๆ กัน ทำให้การบริจาค หรือ Philanthropy ซึ่งเป็น CSR ในรูปแบบหนึ่ง จึงไม่ถูกจัดรวมว่าเป็นเรื่อง CSV เพราะถือเป็นการส่งมอบคุณค่าที่ได้เกิดขึ้นแล้ว มิใช่คุณค่าที่สร้างขึ้น หรือเกิดขึ้นควบคู่ไปพร้อมกัน

 

ดังนั้น เพื่อให้เห็นภาพของการนำแนวคิด CSV ไปสู่การปฏิบัติ จากที่ดิฉันได้เข้าร่วมรับการอบรมกับทีมวิทยากรที่นำโดย Mark R. Kramer เจ้าของแนวคิด Shared Value องค์กรสามารถจำแนกวิธีการสร้างคุณค่าร่วมออกได้เป็น 3 ระดับ คือ ระดับของการคิดค้นผลิตภัณฑ์ขึ้นใหม่ที่เป็นความต้องการของสังคม โดยเฉพาะกับตลาดหรือกลุ่มลูกค้าที่ยังไม่ได้รับการตอบสนอง ระดับของการกำหนดบรรทัดฐานใหม่ในเรื่องผลิตภาพโดยให้ความสำคัญกับประเด็นทางสังคมตลอดห่วงโซ่คุณค่า และระดับของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในท้องถิ่นที่เอื้อต่อธุรกิจ

 

ในระดับของการคิดค้นผลิตภัณฑ์ขึ้นใหม่ที่เป็นความต้องการของสังคม โดยเฉพาะกับตลาดหรือกลุ่มลูกค้าที่ยังไม่ได้รับการตอบสนอง เป็นแนวปฏิบัติในการสร้างคุณค่าร่วมโดยมุ่งเน้นที่การพัฒนา ‘Products’ เพื่อตอบสนองความต้องการทางสังคม ซึ่งเป็นการส่งมอบคุณค่าให้แก่สังคมโดยตรงผ่านทางตัวสินค้าและบริการ ในขณะที่ธุรกิจจะได้รับคุณค่าในรูปของรายได้ ส่วนแบ่งตลาด การเติบโต และความสามารถในการทำกำไรที่เพิ่มขึ้น

 

ตัวอย่างของการสร้างคุณค่าร่วมในระดับผลิตภัณฑ์ อาทิ ในธุรกิจการเงิน มีการออกแบบสินเชื่อหรือผลิตภัณฑ์ทางการเงินสำหรับผู้ประกอบการสังคม หรือโครงการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการนำทรัพยากรธรรมชาติไปใช้ประโยชน์ มีการพัฒนารูปแบบของแหล่งพลังงานทดแทน พลังงานสะอาด ในธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม มีการใช้สารอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการในการประกอบหรือแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ ลดการใช้สารเคมีหรือสารปรุงแต่งอาหารที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ในธุรกิจบริการสุขภาพ มีการนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการสำหรับคนชั้นฐานราก ด้วยคุณภาพในราคาที่เหมาะสมและเป็นธรรม ในธุรกิจบริการโทรคมนาคม มีการขยายบริการเครือข่ายที่ครอบคลุมพื้นที่ชนบทห่างไกลและขาดแคลนบริการ เป็นต้น

 

ในระดับของการกำหนดบรรทัดฐานใหม่ในเรื่องผลิตภาพ โดยให้ความสำคัญกับประเด็นทางสังคมตลอดห่วงโซ่คุณค่า เป็นแนวปฏิบัติในการสร้างคุณค่าร่วมโดยมุ่งเน้นที่การยกระดับ ‘Value Chain’ โดยใช้ประเด็นทางสังคมมาเป็นโจทย์ในการพัฒนาผลิตภาพร่วมกับคู่ค้าและหุ้นส่วนทางธุรกิจในห่วงโซ่คุณค่า ซึ่งเป็นการส่งมอบคุณค่าให้แก่สังคมจากการจัดการทรัพยากร วัตถุดิบ แรงงาน ค่าตอบแทน ในขณะที่ธุรกิจจะได้รับคุณค่าในรูปของประสิทธิภาพ การบริหารต้นทุน ความมั่นคงทางวัตถุดิบ คุณภาพ และความสามารถในการทำกำไรที่เพิ่มขึ้น

 

ตัวอย่างของการสร้างคุณค่าร่วมในระดับห่วงโซ่คุณค่า อาทิ ในธุรกิจการเงิน มีการพัฒนาช่องทางการเข้าถึงและการทำธุรกรรมทางการเงินผ่านธนาคารทางโทรศัพท์มือถือ (Mobile Banking) ในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการนำทรัพยากรธรรมชาติไปใช้ประโยชน์ มีการปรับปรุงสวัสดิภาพ อาชีวอนามัย ความปลอดภัย และคุณภาพชีวิตของแรงงาน ในธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม มีการพัฒนาแหล่งวัตถุดิบและผู้ส่งมอบในท้องถิ่น ในธุรกิจบริการสุขภาพ มีการขยายช่องทางบริการโดยใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม เช่น ระบบการแพทย์ทางไกล (Telemedicine) ในธุรกิจบริการโทรคมนาคม มีการผนึกพลังร่วมกับพันธมิตรทางธุรกิจในการเพิ่มมูลค่าโครงข่ายด้วย Application หรือ Content ต่างๆ เป็นต้น

 

ในระดับของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในท้องถิ่นที่เอื้อต่อธุรกิจ เป็นแนวปฏิบัติในการสร้างคุณค่าร่วมโดยมุ่งเน้นที่ ‘Local Community’ โดยเพิ่มบทบาทในการร่วมพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในแง่มุมที่เอื้อต่อการประกอบธุรกิจ ซึ่งเป็นการส่งมอบคุณค่าให้แก่สังคมด้วยการสร้างงาน การสาธารณสุข การศึกษา เศรษฐกิจชุมชน สวัสดิการสังคม ในขณะที่ธุรกิจจะได้รับคุณค่าทั้งในแง่ของรายได้และการบริหารต้นทุน การเข้าถึงปัจจัยการผลิต การกระจายตัวสินค้า รวมถึงความสามารถในการทำกำไรที่เพิ่มขึ้น

 

ตัวอย่างของการสร้างคุณค่าร่วมในระดับชุมชนท้องถิ่น อาทิ ในธุรกิจการเงิน ให้การสนับสนุนสินเชื่อแก่กลุ่มผู้มีรายได้น้อยในระดับฐานราก (Microfinance) ในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการนำทรัพยากรธรรมชาติไปใช้ประโยชน์ มีการร่วมพัฒนาชุมชนเพื่อเสริมสร้างบริบทการแข่งขันในตลาดเกิดใหม่ ในธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม เพิ่มการลงทุนและพัฒนาผลผลิตในภาคเกษตรที่เป็นแหล่งวัตถุดิบ ในธุรกิจบริการสุขภาพ ขยายบทบาทการให้ความรู้เรื่องสุขภาพแก่ชุมชนโดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยง ในธุรกิจบริการโทรคมนาคม มีการสนับสนุนบริการโทรคมนาคมขั้นพื้นฐานและบริการเพื่อสังคม เช่น ศูนย์อินเทอร์เน็ตในโรงเรียน และศูนย์อินเทอร์เน็ตในชุมชน เป็นต้น

 

ด้วยแนวทางการสร้างคุณค่าร่วมทั้ง 3 ระดับข้างต้น จะช่วยให้องค์กรสามารถพัฒนา CSV ไปสู่การปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมได้ดียิ่งขึ้น

(บทความจาก www.thaicsr.com)

กระชับพื้นที่ CSV

นับตั้งแต่ที่ ไมเคิล อี พอร์เตอร์ ได้นำเสนอแนวคิดเรื่อง Creating Shared Value (CSV) ร่วมกับ มาร์ค เครเมอร์ ในปี พ.ศ.2554 ว่าเป็นบทบาทของภาคธุรกิจที่จะร่วมพัฒนาสังคมด้วยการนำทรัพยากรและความเชี่ยวชาญหลักขององค์กรมาใช้ให้เกิดประโยชน์ในการสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจและคุณค่าให้แก่สังคมควบคู่ไปพร้อมกัน ซึ่งมีความแตกต่างจากการขับเคลื่อน CSR ในรูปแบบเดิม จนในปัจจุบัน มีองค์กรธุรกิจที่ขานรับเอาแนวคิดดังกล่าวไปใช้กันอย่างแพร่หลายในทุกสาขาอุตสาหกรรม

 

สำหรับองค์กรหน้าใหม่ที่ต้องการนำแนวคิด CSV เคลื่อนไปสู่ภาคปฏิบัติ ข้อแนะนำของไมเคิล อี พอร์เตอร์ และมาร์ค เครเมอร์ ที่ได้ให้ผ่านทางชุมชนนักปฏิบัติ “Shared Value Initiative” ซึ่งทั้งสองได้ร่วมกันก่อตั้งในปี พ.ศ.2555 มีจุดเริ่มต้นจากการสร้างให้เกิดสภาพแวดล้อมหรือเงื่อนไขสนับสนุนใน 3 ประการสำคัญ ได้แก่

 

หนึ่ง การกำหนดให้เป็นข้อผูกมัดหรือข้อยึดมั่นในระดับองค์กร

สอง การจัดวางโครงสร้างพื้นฐานที่เปิดทางให้เกิดการขับเคลื่อน

สาม การเฟ้นหาและบ่มเพาะบุคลากรให้มีไฟและมีพลังนำการขับเคลื่อน

 

แนวทางของการกำหนดเรื่องการสร้างคุณค่าร่วมให้เป็นข้อผูกมัดหรือข้อยึดมั่นในระดับองค์กร ควรเริ่มต้นจากการปรับเจตจำนงขององค์กรและการกำหนดวิสัยทัศน์ที่แสดงให้เห็นการคำนึงถึงคุณค่าร่วม การเชื่อมโยงความต้องการทางสังคมในประเด็นที่กำหนดเข้ากับกลยุทธ์ทางธุรกิจ และการสร้างให้เกิดเป็นวัฒนธรรมองค์กร

 

ส่วนการจัดวางโครงสร้างพื้นฐานที่เปิดทางให้เกิดการขับเคลื่อน CSV ในระดับองค์กร ประกอบด้วย การออกแบบโครงสร้างการดำเนินงานใหม่จากการพิจารณาภาวะความพร้อมของเงื่อนไขอื่นๆ ประกอบ การแสวงหาหุ้นส่วนการทำงานร่วมกับองค์กรภายนอกซึ่งมีความเชี่ยวชาญจำเพาะในประเด็นทางสังคมนั้นๆ การพัฒนาหรือดัดแปลงกระบวนการธุรกิจ รวมถึงการสร้างระบบการวัดผลในเชิงคุณค่าร่วม

 

ในแง่ของการเฟ้นหาและบ่มเพาะบุคลากรให้มีไฟและมีพลังนำการขับเคลื่อนเรื่อง CSV มีข้อพิจารณาตั้งแต่การสร้างแรงจูงใจหรือให้สิ่งจูงใจในรูปแบบที่เหมาะสมแก่พนักงาน การพัฒนาบ่มเพาะความรู้ สมรรถภาพ และภาวะผู้นำ รวมถึงการเฟ้นหาบุคลากรที่มีความสามารถโดดเด่นในเรื่องดังกล่าวเข้ามาร่วมงาน

 

หลังจากที่ได้ดำเนินการจัดวางเงื่อนไขสนับสนุนหรือสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยให้เกิดขึ้นแล้ว ข้อพิจารณาต่อมา คือ การจัดวางองค์ประกอบที่ช่วยในการออกแบบความริเริ่มหรือแผนงานในการสร้างคุณค่าร่วม ซึ่งประกอบด้วย การพัฒนากรณีทางธุรกิจ การเข้าร่วมกับหุ้นส่วนดำเนินการภายนอก การกำหนดกิจกรรมและเม็ดเงินลงทุน การจัดโครงสร้างทรัพยากรในองค์กร การกำหนดตัวชี้วัดผลลัพธ์ทางธุรกิจและทางสังคม

 

ทั้งนี้ การที่องค์กรจะสามารถจัดวางองค์ประกอบสำหรับความริเริ่มหรือแผนงานในการสร้างคุณค่าร่วม องค์กรจำเป็นที่จะต้องทราบหรือกำหนดระดับการสร้างคุณค่าร่วมที่ประสงค์จะดำเนินการ โดยพิจารณาจากความพร้อมของทรัพยากรและเงื่อนไขที่องค์กรมีอยู่ในขณะนั้นว่าสอดคล้องกับระดับของการคิดค้นผลิตภัณฑ์ที่เป็นความต้องการของสังคมขึ้นใหม่ หรือระดับของการยกระดับผลิตภาพในห่วงโซ่ธุรกิจ หรือระดับของการสร้างปัจจัยสภาพแวดล้อมในท้องถิ่นที่เอื้อต่อการประกอบการ

 

เมื่อองค์กรสามารถกำหนดระดับการสร้างคุณค่าร่วมที่จะดำเนินการ สิ่งที่จะต้องคำนึงถึงในขั้นต่อไป คือ การระบุตัวชี้วัดที่เป็นผลลัพธ์ทั้งในเชิงธุรกิจและในเชิงสังคมของความริเริ่มหรือแผนงานที่สอดคล้องกับระดับการสร้างคุณค่าร่วมที่เลือกดำเนินการ

 

ในบริบทของการสร้างคุณค่าร่วม ตัวชี้วัดที่เป็นผลลัพธ์เชิงสังคมจะใช้เป็นตัวตัดสินใจหรือตอบโจทย์การลงทุนในความริเริ่มหรือแผนงานที่องค์กรได้ออกแบบเพื่อดำเนินการ โดยผลได้ในเชิงสังคมที่เกิดขึ้นจะใช้เป็นตัวเหนี่ยวนำให้เกิดผลลัพธ์ในเชิงธุรกิจตามมาด้วย

 

(บทความจาก www.thaicsr.com)